ไลฟ์สไตล์

โรคภูมิแพ้ภาวะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

โรคภูมิแพ้ภาวะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

20 เม.ย. 2558

ดูแลสุขภาพ : โรคภูมิแพ้ภาวะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

 
                       ภูมิแพ้เป็นภาวะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผู้ที่มีบิดา มารดา หรือญาติเป็น จะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากกว่าผู้อื่น ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ส่วนมากจะมีอาการเป็นๆ หายๆ ตั้งแต่เด็กๆ มีบางช่วงที่อาการดีขึ้น และบางช่วงอาการแย่ลง เด็กบางคนเมื่อโตขึ้นอาจไม่มีอาการของภาวะภูมิแพ้อีก เด็กส่วนมากอาจกลับมามีอาการอีกเมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่นหรืออายุประมาณสามสิบกว่าขึ้นไป อาการหลายชนิดเป็นอาการที่ชี้นำว่าท่านอาจเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น จาม คัดจมูก มีน้ำมูก เป็นหวัดไม่ยอมหาย ไอ ไซนัสอักเสบบ่อยๆ คันตา น้ำตาไหลขยี้ตาบ่อยๆ ผื่นคัน ผิวหนังแห้งโดยเฉพาะบริเวณข้อศอก ข้อพับ เข่า และตามลำตัวในเด็ก ลมพิษ บางท่านอาจแพ้อาหาร หรือแมลงต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ แตน
 
                       ทำอย่างไรจึงจะทราบว่าเป็นภูมิแพ้ ทราบจากประวัติส่วนตัว ครอบครัว และ การตรวจร่างกาย ก็สามารถจะชี้นำว่าท่านอาจเป็นภูมิแพ้ การทดสอบทางผิวหนัง การเจาะเลือดตรวจทางอิมมูโนวิทยา
 
 
 
การปฏิบัติตัวเมื่อทราบว่าเป็นภูมิแพ้แล้ว
 
 
                       1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้เป็นสิ่งแรกที่ควรทำ แต่บางทีก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง ผู้ที่แพ้ฝุ่นไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญในฝุ่นบ้านและเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ควรจะต้องจัดการกับห้องนอนเป็นสิ่งแรก
 
                       2. การซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนและปั่นแห้งด้วยความร้อน (อุณหภูมิสูงกว่า 130 องศาฟาเรนไฮต์) หรือตากแห้งในแสงแดด การไม่เก็บตุ๊กตายัดไส้ไว้ในห้องนอน การใช้มู่ลี่แทนม่าน และการไม่ใช้พรม
 
                       3. ผู้ที่แพ้เชื้อรา ก็ควรพยายามลดความชื้นในบ้าน
 
                       4. ผู้ที่แพ้ละอองเกสรหญ้าและต้นไม้ สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการปิดหน้าต่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกสรปลิวเข้าบ้านและการไม่ออกจากบ้านในเวลาสายและบ่ายซึ่งเป็นเวลาที่มีเกสรในอากาศสูงที่สุด
 
                       5. ผู้ที่แพ้ขนและรังแคจากสัตว์ ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่มีขน แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรให้สัตว์อยู่ข้างนอก
 
                       6. ท่านที่คิดว่าอาจแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยการกินอย่างมากจนอาจมีผลต่อภาวะโภชนาการ ก่อนซื้ออาหารควรอ่านฉลากให้ชัดเจน
 
                       7. การรักษาด้วยยา ปัจจุบันยารักษาภูมิแพ้มีประสิทธิภาพสูง และสามารถใช้ได้ทั้งกินและพ่นทางจมูก ยากิน ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีนรุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสูง และออกฤทธิ์ได้นานถึง 12-24 ชั่วโมง ยากลุ่มนี้ไม่ทำให้ง่วงนอน ยาพ่นจมูก ยากลุ่มนี้ได้ผลดีมากเมื่อใช้ต่อเนื่องกัน สามารถลดอาการบวมและอักเสบของเยื่อจมูกได้ดี และลดการเกิดไซนัสอักเสบแทรกซ้อน
 
                       8. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ซึ่งก็คือการฉีดสารที่ท่านแพ้ทีละน้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มจำนวนและยืดระยะเวลาออกไปจากทุกอาทิตย์ถึงทุกเดือน ส่วนมากคนที่ฉีดวัคซีนจะสามารถหยุดยาได้หมดหรือลดจำนวนยาลง เมื่อหยุดฉีดแล้วคนส่วนหนึ่งจะไม่กลับมามีอาการอีก และส่วนหนึ่งอาจมีอาการ แต่ระยะเวลาจากหยุดฉีดถึงกลับมีอาการจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบุคคลและสารที่แพ้