ชวนเที่ยว : เสน่ห์แพร่ ...
19 เม.ย. 2558
ชวนเที่ยว : เสน่ห์แพร่ ... : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์
ยังหลงใหลกับความเงียบสงบของ อ.ลอง จ.แพร่ ได้ไม่ทันไร กลับมาพักทักทายเมืองแพร่บ้าง ก็พบความสงบ น่ารักได้ไม่แพ้กัน แค่ก้าวเดินไปตามท้องถนน
"เชียงใหม่ เมื่อ 20-30 ปีก่อนเป็นอย่างไร จังหวัดแพร่ในวันนี้ก็เป็นแบบนั้น" ชูสม รัตนนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ บอกไว้เมื่อคราวที่ได้นั่งสนทนากัน นั่นหมายถึงแพร่ยังเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก ในทุกๆ อณูของสังคมยังคงวิถีชีวิตของผู้คนแบบดั้งเดิม แต่ขณะเดียวกัน เรายังได้เห็นความทันสมัยที่ซุกซ่อนไว้ในแบบฉบับแพร่
เพราะความที่แพร่เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 จากหลักฐานต่างๆ ที่ค้นพบ ทำให้ทราบว่า จังหวัดแพร่มีชื่อที่ใช้เรียกกันมาหลายชื่อ เช่น “เมืองพล” เป็นชื่อที่เก่าแก่ดั้งเดิมที่สุด สมัยขอมเรืองอำนาจ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “โกศัยนคร หรือเวียงโกศัย” ซึ่งปรากฏชื่อนี้ในพงศาวดารเชียงแสน และ “เมืองแพล” เป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และเป็นชื่อที่คนไทยในอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาใช้ แต่เพี้ยนเสียงเป็น “แพร่” เช่นที่เรียกกันในปัจจุบัน
แพร่ยังมีหลักฐานทางโบราณคดีหลายอย่างที่ระบุว่า มีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น พบขวานหินกะเทาะและขวานหินขัด ในเขตอ.ลองและอ.วังชิ้น แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
อยากรู้จักแพร่ ต้องออกค้นหา
จาก อ.ลอง ที่ฉันและเพื่อนไป "ลองยิ้ม" พอกลับเข้าเมืองแพร่ ขอแวะรายทางที่ อ.เด่นชัย ก่อน ที่นี่มีวัดขึ้นชื่อและน่าจะเป็นความอัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี ที่ว่าน่าอัศจรรย์ ก็คือ เป็นวัดที่รวบรวม ผสมผสานศิลปะล้านนา ไม่เพียงเฉพาะในไทย แต่ไปไกลถึงจีน พม่า และลาวด้วย โดยนำจุดเด่นๆ ของแต่ละสถานที่มาประกอบกันได้อย่างกลมกลืน โดยฝีมือของเจ้าอาวาสคือ หลวงพ่อมนตรี ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า ครูบาน้อย ซึ่งท่านได้เริ่มสร้างวัดนี้ในปี 2521 ขณะที่อายุเพียง 18 ปี กว่าจะสร้างเสร็จใช้เวลาถึง 17 ปี โดยมีพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อปี 2540
แทบทุกขั้นตอน ที่หลวงพ่อมนตรีควบคุม ออกแบบ และลงมือก่อสร้างด้วยตัวเอง ใครเห็นเป็นต้องทึ่ง ตั้งแต่พระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่มีรูปพักตร์อ่อนหวาน ขนาดใหญ่ อยู่ด้านหน้าโบสถ์ เจดีย์ด้านใน และโบสถ์ ก็มีส่วนผสมของศิลปะล้านนาจากหลายแห่ง มาที่นี่ บอกเลยว่า ต้องค่อยๆ ละเลียดชมความงามกันไป เพราะแม้แต่กุฏิหลังใหญ่ ก็สร้างแบบบ้านไทยสิบสองปันนา ของจีน
ยังมีอีกวัดหนึ่งที่น่าสนใจ ในระหว่างทางเข้าเมืองแพร่ ก็คือ วัดสูงเม่น หรือวัดสุ้งเม้น วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่อายุไม่น้อยกว่า 250 ปี ในสมัยครูบามหากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร เป็นเจ้าอาวาส (นักปราชญ์แห่งล้านนา ยุคก่อนครูบาศรีวิชัย) วัดนี้ตั้งอยู่ที่บ้านสูงเม่น ซึ่งออกเสียงตามภาษากำเมืองว่า สุ้งเม้น (สุ้ง=บริเวณนี้, เม้น=เม่น)
วัดนี้มีวิหารเก่าแก่ที่งดงามตามแบบเมืองแพร่ และยังสำคัญในด้านการเก็บรักษาร่องรอยอดีตทางพุทธศาสนาผ่านคัมภีร์ใบลาน โดยจัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์คัมภีร์ใบลาน ที่นี่มีคัมภีร์ใบลานอันศักดิ์สิทธิ์ฉบับภาษาล้านนาเก็บรักษาไว้มากที่สุดในโลก (ผลงานของพ่อครูบามหาเถร) ที่มีทั้งตำรายาและตำราทางพุทธศาสนา รวมถึงผ้าห่อคัมภีร์ที่รวบรวมจากสถานที่ต่างๆ ใครสนใจไปเยี่ยมชมกันได้ จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่กันทีเดียว
ออกจากวัดสูงเม่น เข้าเมืองแพร่ กลับยังรู้สึกถึงความสงบ ยิ่งถ้าใครไปถึงตอนค่ำ อาจจะตกใจนึกว่าเป็นช่วงดึก เพราะเมืองแพร่จะเงียบถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาลมีงานฉลอง ในตัวเมืองแพร่เราจะได้เห็นความรุ่งเรืองของความเป็นเมืองไม้สัก ผ่านคุ้มเจ้า บ้านเรือนคหบดี ไปจนถึงผู้คนทั่วไป จนอดไม่ได้ขอแวะไปเที่ยวชมบ้านสวยๆ เหล่านั้นบ้าง โดยเฉพาะ บ้านวงศ์บุรี ที่รองผู้ว่าฯ ชูสม ให้สมญาว่า เป็น "บ้านแห่งความรัก" เพราะเป็นบ้านที่แม่เจ้าอินถา ชายาคนแรกในเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ ที่แยกบ้านออกมาสร้างขึ้น และตกแต่งให้เป็นเรือนหอของธิดาบุญธรรม คือแม่เจ้าสุนันตา (ธิดาของพระยาบุรีรัตน์ น้องชาย) ที่สมรสกับเจ้าพรหม (หลวงพงษ์พิบูลย์) และตกทอดเป็นมรดกมาถึงลูกหลานคนปัจจุบันคือ สหยศ วงศ์บุรี ทายาทรุ่นที่ 5
บ้านวงศ์บุรี ใช้ช่างชาวจีนจากกวางตุ้ง มาออกแบบก่อสร้างให้ และใช้สล่าเมืองแพร่ที่เก่งเรื่องงานไม้อยู่แล้ว มาช่วยกันก่อสร้าง โดยวิธีการเข้าลิ้น ไม่ต้องใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ส่วนฐานล่างใช้ท่อนซุงเรียงกันแล้วโบกปูนทับ ถึงวันนี้บ้านวงศ์บุรีก็มีอายุมากถึง 100 กว่าปีแล้ว (ก่อสร้างในปี 2440) โดยมีการบูรณะครั้งหลังสุดเมื่อปี 2548 แต่ยังคงรักษาของเดิมไว้ทั้งหมด รวมถึงสีชมพู ซึ่งเป็นสีโปรดของแม่เจ้าอินถา หรือแม้แต่รั้วไม้สัก ก็เป็นของดั้งเดิมที่สร้างหลังตัวบ้าน 10 ปี
"เราเคยเปิดให้เข้าชมครั้งหนึ่งเมื่อปี 2541 แต่ไม่นานก็ต้องปิดลง เพราะความไม่พร้อมด้วยภารกิจต่างๆ และความเป็นส่วนตัว" หลังปรับปรุงจึงเปิดให้เข้าชมอีกครั้ง
ขึ้นไปเยือนคุ้มวงศ์บุรี จะได้เห็นแบบฉบับของเรือนไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีห้องหับเยอะ โดยมีทางเชื่อมต่อกัน เรายังได้เห็น ห้องผีคู (ห้องวิชาอาคม) ห้องทำงาน ห้องนอน ห้องพระ เรียกว่า ตื่นตาตื่นใจ และขนแขนอาจจะตื่นเป็นช่วงๆ เวลายืนพินิจรูปเจ้าของบ้านหรือเดินดูห้องต่างๆ เพียงลำพัง
นอกจากชมบ้านวงศ์บุรีแล้ว อย่าพลาดชิมข้าวซอยไก่ และก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดของบ้านวงศ์บุรีด้วยล่ะ ลำแต้ๆ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกกัน
ข้างบ้านวงศ์บุรี ยังมีวัดเก่าแก่คือ วัดพระนอน สร้างเมื่อปี 1417 โดยเจ้าปู่ท้าวคำเมืองละโว้ ไปพระนอนทำด้วยหินยาว 6 ศอก จึงได้ให้สร้างวัดและพระนอนองค์ใหญ่ครอบพระนอนที่พบอีกชั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ที่นี่ถูกทิ้งร้าง จนมีผู้หักร้างถางพงแล้วมาพบอีกครั้ง จึงได้บูรณะขึ้นมาใหม่ ข้างๆ วัดพระนอนเป็นชุมชนที่ซึ่งทำบอกดอกไฟ หรือดอกไม้ไผ่ที่บรรจุในไม้ไผ่ใช้เป็นพุทธบูชา ชาวบ้านแถวนี้ยังอยู่กับแบบดั้งเดิม ถึงวันเสาร์ก็จะนำข้าวของมาขาย จัดเป็นถนนคนเดินชุมชนพระนอน
มาถึงแพร่ อย่าได้พลาดไป วัดพระธาตุช่อแฮ อยู่ในต.ช่อแฮ ห่างจากตัวเมืองราว 9 กม. วัดนนี้เป็นวัดประจำปีเกิดของคนปีขาล เป็นพระอารามหลวง อยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ ศิลปะเชียงแสน แบบแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองบุด้วยทองดอกบวบหรือทองจังโก องค์พระธาตุสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร ยามกลางวันก็สวยงามสะท้อนถึงแสงตะวัน ยามพลบค่ำก็สะท้อนแสงไฟสุกอร่าม
นอกจากชมความงามของศิลปะล้านนาผ่านวัดวาอาราม และบ้านเรือนแล้ว ปิดท้ายยังได้ไปชมธรรมชาติของเมืองแพร่บ้าง ถนนที่พาออกไปนอกเมือง แถวบ้านเวียง-ห้วยต้นหนุน ทำให้นึกถึงจ.น่านที่อยู่ติดกัน จากพระธาตุปูแจขึ้นไป เหมือนเราอยู่บน ถนนลอยฟ้า สองข้างเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนที่ปัจจุบันกลายเป็นไร่ข้าวโพดไป (อย่างน่าเสียดาย) แต่บนถนนที่มีความลาดชันและค่อนข้างจะเงียบแห่งนี้ เป็นมุมกีฬาของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ที่มี "ยุทธ" เป็นหัวขบวน "แพร่ดริฟท์คิง Phrae Drift King" พากันเล่นรถดริฟท์ลงจากเขา รถดริฟท์เหมือนสามล้อชาวเขาแต่พัฒนาไปอีกขั้น ความเร็วไม่ต้องพูดถึง...ช่วงที่เร็วสุดแต่ระดับ 105 กม./ชม.เลยเชียว แถมเบรกด้วยการดริฟท์ซ้ายขวา เบรกมือ และเท้าพวกเขาจะมาเล่นกันทุกๆ บ่ายวันอาทิตย์ หลังเสร็จงานและภารกิจทางบ้านของแต่ละคน
"เราศึกษาวิธีการเล่นของต่างประเทศจากยูทูบ แล้วมาลองเล่นเริ่มจากเนินเตี้ยๆ ก่อนจนชำนาญ รถที่ใช้เราก็ทำกันเอง เพราะทำไม่ยากใช้ล้อรถโกคาร์ทหุ้มด้วยท่อพีอี (ท่อส่งน้ำ) เพื่อให้สไลด์ได้ ในกลุ่มเรามีคนเป็นช่างด้วย" ยุทธบอก
กีฬาที่พวกเขาเล่น อาจจะดูแรง ดูอันตราย แต่กลับช่วยให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พิการขาตั้งแต่ 6 ขวบ ออกมาเล่นได้อย่างทัดเทียมเพื่อน รวมทั้งยังแข่งขันประลองกับกลุ่มดริฟท์จังหวัดต่างๆ จนชื่อชั้น "แพร่ดริฟท์คิง" เริ่มติดตลาด โดยเฉพาะแข่งสนามแพร่ดาวฮิลล์ปล่อยทีละ 50 คัน สมาชิกในกลุ่มได้ที่ 2 กลับมา และกำลังจะไปแข่งระหว่างจังหวัดอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ... อาจจะเป็นมุมที่เปิดโอกาสให้เด็กหนุ่ม ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาผ่านแต่ละเมตรของคืบเขา ดีกว่าไปแว้นกันกลางถนนที่รถพลุกพล่านอันตราย
มาเมืองแพร่ มองแพร่ และรักแพร่ อย่างที่แพร่เป็น เราจะได้เห็นเสน่ห์แพร่ ไปอีกนานๆ
----------------------
(ชวนเที่ยว : เสน่ห์แพร่ ... : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)



