ไลฟ์สไตล์

ดูวิธีหาอาชีพเสริมรายได้ในสวนยาง

ดูวิธีหาอาชีพเสริมรายได้ในสวนยาง

19 เม.ย. 2558

ท่องโลกเกษตร : ท่องศูนย์เรียนรู้ 'บ้านหนำควาย' ดูวิธีหาอาชีพเสริมรายได้ในสวนยาง : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

 
                           ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ภาคทฤษฎี แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติจริง จนเกิดผลให้เห็นเป็นรูปธรรมในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของ อ.วิรัตน์ กาญจนพรหม อาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรังในวัยใกล้เกษียณ ที่ใช้พื้นที่สวนยางพารากว่า 6 ไร่นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุุด ไม่ว่าจะเป็นการขุดบ่อเลี้ยงปลาและสารพัดสัตว์ รวมทั้งปลูกผักเสริมจนเต็มพื้นที่ ส่งผลให้รายได้ในทุกวันนี้มาจากอาชีพเสริมไปโดยปริยาย โดยไม่ต้องง้อรายได้จากยางพาราอีกต่อไป
 
                           "ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้ยังวนเวียนอยู่ในพื้นที่จ.ตรังกับทีมงานสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จในการหาอาชีพเสริมรายได้แทนยางพาราของอาจารย์ที่หันมาสวมหมวกเกษตรกรเต็มขั้นด้วยการพลิกพื้นที่สวนยางพารากว่า 6 ไร่ในการสร้างศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จนประสบความสำเร็จเป็นแบบอย่างที่ดีให้เกษตรกรที่สนใจมาเยี่ยมชมดูงานไม่ขาดสายในแต่ละวัน
 
                           หลังรับประทานอาหารเช้าที่ร้านก๋วยเตี๋ยวปลาต้มโคล้ง ข้าวแกง (ป้าเอ้ง) สารพัดอาหารใต้รสถึง ริมถนนเลียบทางรถไฟ ด้านหลังสวนสมเด็จฯ อ.เมือง จ.ตรัง (08-3532-5551) จากนั้นก็มุ่งสู่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่มี อ.วิรัตน์ กาญจนพรหม เป็นประธานตั้งอยู่ที่บ้านหนำควาย ต.นาท่ามเหนือ อ.เมือง จ.ตรัง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ทันทีที่ไปถึงสังเกตเห็นประธานกำลังบรรยายเกี่ยวกับการดำเนินเกี่ยวกับกิจกรรมของศูนย์ให้แก่คณะครูและนักเรียนที่เดินทางมาศึกษาดูงาน 
 
                           จากนั้นก็ถึงคิวทีมงานของสกย.และคณะสื่อมวลชนกว่า 20 ชีวิตเพื่อรับฟังบรรยายสรุปกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ ก่อน อ.วิรัตน์พาเดินลัดเลาะไปตามจุดต่างๆ ในสวนยางพารา เริ่มจากบ่อเลี้ยงปลาดุก ถัดมาเป็นบ่อเลี้ยงกบและบ่อเลี้ยงปลาไหล ที่เจ้าของสวนได้ใช้พื้นที่ระหว่างแถวยาง ขุดเป็นบ่อขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตรและลึก 1 เมตร  โดยขุดเป็น 2 ระดับพื้นปูด้วยพลาสติกและล้อมด้วยตาข่ายเพื่อเลี้ยงปลาดุกประมาณ 400 ตัว โดยใช้จุลินทรีย์ในการบำบัดน้ำเสีย 
 
                           "ที่ใช้บ่อขนาดนี้เลี้ยงปลา เพราะดูแลง่าย ปลาดุกใช้เวลาขุนประมาณ 3 เดือนก็จับขายได้ หลายคนสงสัยทำไมต้องเล่นระดับ เพราะสะดวกในการจับ กั้นตาข่ายไว้ป้องกันสัตว์จำพวกลูกหรือตะกวดลงไปกินปลา แต่ถ้าอยากให้ปลาดุกมีตัวเหลืองเหมือนปลาดุกนาก็ใส่ฟางข้าวลงไป ปลาดุกจะปรับตัวมีสีเหลือง ขายได้ราคาดีกว่า นี่คือเทคนิคง่าย" อ.วิรัตน์อธิบายเทคนิคการเลี้ยงระหว่างนำเยี่ยมชมบ่อเลี้ยงปลาดุก 
 
                           ใกล้กันจะมีบ่อเลี้ยงปลาไหล ซึ่งใช้บ่อเลี้ยงขนาดเดียวกับบ่อเลี้ยงปลาดุกและปลากด อ.วิรัตน์บอกว่าปลาไหลเลี้ยงง่ายมากแค่เอาขี้เลื่อยยางพาราใส่ลงไปให้เต็ม จากนั้นก็นำลูกปลาไหลใส่ลงไป แล้วใช้หนังวัวแห้งฝังไว้ใต้บ่อ ปลาไหลก็จะกินหนังวัวแห้งไปตลอดจนโต โดยใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือนก็สามารถจับขายได้ ไม่เพียงบ่อเลี้ยงปลา แต่ยังมีพืชผักพื้นบ้านที่ปลูกแซมระหว่างร่องยางอีกด้วย โดยเฉพาะผักเหลียง มีอยู่ประมาณ 300 ต้นที่สามารถทำรายได้ให้เจ้าของสวนเกือบทุกวัน นอกจากนี้ยังมีสัตว์พื้นบ้านอีกหลายชนิดที่อ.วิรัตน์นำมาเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นแพะ ซึ่งมีอยู่หลายสิบตัว วัวพื้นบ้านอีก 10 ตัว นอกจากเลี้ยงขุนเพื่อขายแล้วยังได้มูลวัว มูลแพะมาทำปุ๋ยชีวภาพสำหรับใส่พืชผักที่ปลูกไว้ได้อีกด้วย 
 
                           ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้มีทั้งการเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาไหล เลี้ยงแพะ เลี้ยงวัว ปลูกพืชผักสวนครัว และผักพื้นบ้านต่างๆ ที่สามารถรับประทานได้ทุกวัน เช่น บวบหวาน ฟัก ผักหวาน ผักกูด ถั่วพู ตำลึง ฯลฯ ซึ่งการปลูกจะเป็นการเกษตรอินทรีย์ มีกระบวนการผลิตอาหารที่ปราศจากการใช้สารเคมีสังเคราะห์อย่างสิ้นเชิง จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและปลอดภัยต่อผู้บริโภค 
 
                           " ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง อย่าเพิ่งพูดถึงรายได้ เป้าหมายไม่ได้มุ่งค้าขาย แต่เพื่อให้มีกินมีใช้อย่างเพียงพอ มีอาหารสำรอง เหลือกินเหลือใช้ จึงจะนำไปขายเป็นรายได้เสริมของครอบครัว จะทำอย่างไรให้ 1 มื้อนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะไม่มีรายได้เข้ามาในครอบครัว แต่ก็สามารถอยู่ได้โดยไม่มีรายจ่ายเช่นกัน ทางใต้จะหยุดกรีดยาง อยู่ในช่วงยางผลัดใบ ไม่ได้กรีดยางพารา แต่เราก็มีรายได้เข้ามาเกือบทุกวันจากสิ่งเหล่านี้ ถึงราคายางจะตกต่ำแค่ไหนก็ไม่เดือดร้อน เพราะรายได้หลักไม่ได้มาจากยางพารา" อ.วิรัตน์แนะแปลงวิกฤติเป็นโอกาสให้กับชาวสวนยางในช่วงราคายางพาราตกต่ำ 
 
                           ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนำควาย ภายใต้การนำของประธาน "อ.วิรัตน์ กาญจนพรหม" หนึ่งในศูนย์เรียนรู้ที่สกย.ใช้เป็นศูนย์ต้นแบบนำร่องให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาประกอบอาชีพเสริมรายได้ในช่วงที่มีปัญหาราคายางตกต่ำเพื่อน้อมนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติ สร้างอาชีพและรายได้นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด  
 
 
 
 
 
---------------------
 
(ท่องโลกเกษตร : ท่องศูนย์เรียนรู้ 'บ้านหนำควาย' ดูวิธีหาอาชีพเสริมรายได้ในสวนยาง : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)