ไลฟ์สไตล์

'3 อ.'ดูแลผู้สูงอายุใจสดใสกายแข็งแรง

'3 อ.'ดูแลผู้สูงอายุใจสดใสกายแข็งแรง

15 เม.ย. 2558

'3 อ.'ดูแลผู้สูงอายุ ใจสดใสกายแข็งแรง : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน

            สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ปี 2557 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุทั้งสิ้น 10,014,699 คน คิดเป็น 14.9% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่า ในราวปี 2568 ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) โดยมีจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% การดูแล 3 อ. คือ อาหาร อารมณ์ และออกกำลังกายผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

            "นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์" อธิบดีกรมอนามัย แนะนำว่า อาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ยึดตามโภชนบัญญัติ 9 ประการ ได้แก่ 1.กินอาหารครบ 5 หมู่ ปริมาณที่พอเหมาะ 2.ควรกินข้าวกล้อง หรือข้ามซ้อมมือ เพราะมีสารอาหารโปรตีน ไขมัน ใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินในปริมาณที่สูง 3.ควรกินพืชผักให้หลากหลาย ควรต้มหรือนึ่งให้สุกจะนุ่ม ไม่ควรบริโภคผักดิบ เพราะอาจเกิดปัญหาท้องอืด 4.ควรเน้นกินปลา หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะที่ติดมัน

            5.ควรดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 1 แก้ว ไม่ดื่มนมสด เพราะมีปัญหาท้องอืด 6.กินอาหารประเภททอด ผัด แกงกะทิแต่พอควร เลือกกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง อบ ยำ แกงไม่ใส่กะทิ 7.หลีกเลี่ยงอาหารหวานและเค็ม ทั้งขนมหวาน อาหารหมักดอง ขนมขบเคี้ยว 8.กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ควรเลือกปรุงหรือซื้อประเภทอาหารที่สะอาด และ 9.งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

            "ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ฟันไม่ดี ระบบย่อยและเผาผลาญอาหารไม่ดี  ท้องผูก ต้องรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ในปริมาณที่เหมาะสม เน้นโปรตีนจากพืชและปลา ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ จะทำให้การย่อยไม่สมบูรณ์และมีสารบางตัวที่สกัดออกจากร่างกายได้ยาก เช่น ยูริค  ลดปริมาณน้ำตาลและเกลือลง ไม่รับประทานไขมันที่ไม่ดี เพราะจะส่งผลเสียต่อหัวใจและหลอดเลือดควรรับประทานกล้วยน้ำว้าวันละ 2 ผล โดยเฉพาะในมื้อเย็นอาจจะรับประทานแทนข้าว เพราะในกล้วยน้ำว้าจะมีคาร์โบไฮเดรตน้อย มีสารอาหารอื่นที่เหมาะสม เช่น โปรตีน มีสารเซโรโทนินทำให้หลับสบาย สารเพคตินช่วยเคลือบลำไส้ ป้องกันกระเพาะ และกรดไหลย้อนได้" นพ.พรเทพ กล่าว

            "วสันต์ อุนานันท์" นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บอกว่า ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายระดับปานกลางที่ทำให้หายใจแรงขึ้นแต่ไม่ถึงขั้นหอบ สะสมให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน แบ่งเป็นช่วงละ 10-15 นาที หรือ รวดเดียว 30 นาที เช่น เดินเล่น เดินขึ้นบันได กวาดหญ้า ทำสวน ทำงานบ้านต่างๆ หรือเล่นกับลูกหลาน หากผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อแข็งแรงและยืดหยุ่น กระดูกแข็งแรง ช่วยให้เคลื่อนไหวและทรงตัวได้ดี ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น หัวใจ หลอดเลือด และปอดแข็งแรง

            ในแง่การดูแลด้านอารมณ์หรือสุขภาพจิต นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำว่า ผู้สูงอายุควรใส่ใจดูแลสุขภาพกายและใจของตนเอง ตลอดจนนำพลังของตนมาร่วมสร้างสรรค์ครอบครัวและสังคมไทย เพราะการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าของผู้สูงอายุจะนำความสุข ความมีชีวิตชีวา ความหวังและความภาคภูมิใจมาให้ตัวผู้สูงอายุ ตลอดจนก่อให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลใกล้ชิด ครอบครัว ชุมชน และสังคมต่อไปได้

            ขณะที่ลูกหลานหรือคนใกล้ชิด สามารถดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ ด้วยการมอบ 5 สิ่งดีๆ ได้แก่ 1.มอบความรัก ด้วยการเคารพยกย่องให้เกียรติ ห่วงใย เอื้ออาทร ทั้งการกระทำและคำพูด 2.มอบความเข้าใจ โดยต้องยอมรับธรรมชาติของผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมไปตามวัย เข้าใจถึงวัยและสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลง อาจมีการหลงลืม หรือกระทำเรื่องเดิมซ้ำๆ 3.มอบการสัมผัส เช่น การกอด บีบนวด จับมือ เพื่อถ่ายทอดความรัก 4.มอบเวลา ด้วยการพาท่องเที่ยว พูดคุยถามทุกข์สุข ความเป็นอยู่ และ 5.มอบโอกาส เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุแสดงประสบการณ์ หรือความภาคภูมิใจ และสนใจเรื่องราวต่างๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้ได้ทำงานหรือกิจกรรมที่สามารถทำได้ โดยพึงระลึกไว้เสมอว่า ต้องทำด้วยใจ ด้วยความรักและความปรารถนาดี ไม่ใช่ทำเพราะหน้าที่