ไลฟ์สไตล์

อดีตอนุศาสนาจารย์ถอดรหัสธรรมสงกรานต์

อดีตอนุศาสนาจารย์ถอดรหัสธรรมสงกรานต์

13 เม.ย. 2558

อดีตอนุศาสนาจารย์ถอดรหัสธรรมสงกรานต์ : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจร รายงาน

             เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย อดีตอนุศาสนาจารย์กองทัพเรือ ป.ธ.๙ ผู้แต่งกาพย์เห่เรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ได้เขียนบทความเรื่อง "ศีรษะท้าวมหาพรหมกับไฟบรรลัยกัลป์" เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวนามดังกล่าว ในเนื้อหาได้การถอดความหรือถอดรหัสธรรมเกี่ยวกับนิทานสงกรานต์คือพรหมวิหาร ๔ เห็นว่ามีประโยชน์เตือนสติกับคนไทยยุคปัจจุบันได้ดี จึงนับเนื้อหามาเผยแพร่ต่อดังนี้

             "ท่านที่มีอายุสักหน่อยคงจะเคยเห็นภาพในปฏิทินสมัยเก่าที่เขียนเป็นรูปนางสงกรานต์แห่ศีรษะท้าวมหาพรหมซึ่งมี ๔ หน้า หลายท่านอาจจะเคยได้ยินนิทานสงกรานต์มาบ้างแล้ว เรื่องย่อๆ มีว่า

             ท้าวมหาพรหม ชื่อกบิลพรหม (คำว่า มหาพรหม เป็นชื่อของพรหมโลกชั้นที่ ๓ ไม่ใช่ชื่อของพรหมองค็ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ) มีลูกสาว ๗ นาง (อย่าถามว่าทำไมพรหมจึงมีลูกสาว เพราะนี่เป็นนิทาน) วันหนึ่งลงจากพรหมโลกมาถามปัญหากับมาณพชื่อธรรมบาล ซึ่งว่ากันว่ามีสติปัญญาความรู้มาก สามารถรู้ภาษาสัตว์ต่างๆ ได้ ปัญหานั้นมีอยู่ว่า เวลาเช้าสิริของคนอยู่ที่ไหน เวลาเที่ยงสิริอยู่ที่ไหน เวลาค่ำสิริอยู่ที่ไหน

             ในการนี้มีเงื่อนไขกันว่า ถ้าตอบไม่ถูก กบิลพรหมจะตัดศีรษะธรรมบาล ถ้าตอบถูก กบิลพรหมจะตัดศีรษะตัวเอง ทั้งนี้ให้เวลาคิดตอบ ๗ วัน

             ปัญหานี้ หนุ่มธรรมบาลใช้เวลาคิดอยู่ ๖ วัน ก็ยังไม่เห็นคำตอบ (คงจะมีสติปัญญาไม่มากจริง แต่ก็ไม่แน่ อาจจะเหมือนหนุ่มชาวพุทธสมัยนี้ที่เรียนจบหลายๆ ปริญญา แต่ก็ไม่ทราบว่าศีล ๕ มีอะไรบ้าง) แต่ในวันที่ ๗ ได้ยินเสียงนกอินทรีคุยกันจึงรู้คำตอบ

             คำตอบนั้นว่า - เวลาเช้าสิริอยู่ที่ใบหน้า เวลาเที่ยงสิริอยู่ที่อก เวลาค่ำสิริอยู่ที่เท้า

             กบิลพรหมยอมตัดศีรษะตัวเองตามเงื่อนไข แต่ศีรษะกบิลพรหมนี้เป็นของต้องห้าม คือ -  ถ้าตกถึงพื้นดิน จะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ ถ้าตกถึงทะเล น้ำทะเลจะเดือด ถ้าโยนไปในอากาศ ฝนจะแล้ง ลูกสาวท่านท้าวกบิลพรหมจึงเอาพานรองรับไว้แล้วเชิญแห่รอบเขาพระสุเมรุปีละครั้งในช่วงเวลาสงกรานต์ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่

             นิทานสงกรานต์นี้มีปริศนาที่น่าคิดอยู่ ๒ เรื่อง คือเรื่องสิริ กับเรื่องศีรษะท้าวมหาพรหม ในที่นี้ขออภิปรายเฉพาะเรื่องศีรษะท้าวมหาพรหม ศีรษะท้าวมหาพรหมนั้นท่านว่าหมายถึงพรมหวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่นิยมเขียนรูปหน้าพรหมเป็น ๔ หน้า ก็หมายถึงพรหมวิหาร ๔ นี้แหละ ท่านว่าพานที่รองรับศีรษะท้าวมหาพรหมนั้นคือหัวใจมนุษย์ ถ้าพรหมวิหารหล่นหายไปจากหัวใจเมื่อไร ไฟบรรลัยกัลป์ก็ล้างโลกเมื่อนั้น ถ้าอยากจะทดสอบว่าในหัวใจของท่านมีพรหมวิหารธรรมอยู่หรือไม่ ก็ขอให้ลองทดสอบหัวใจของเราท่านดูในเรื่อง ๔ ข้อนี้

             ข้อ ๑ เวลาพบเห็นเพื่อนร่วมโลกตามปกติทั่วไป เราคิดอยากจะให้เขามีความสุขความเจริญหรือเปล่า? บางคนเห็นลูกสุนัขตัวอ้วน ขนปุย ก็นึกรัก แล้วก็คิดว่าตัวเองมีเมตตาต่อสัตว์ นั่นอาจเป็นเพียงเมตตาเทียมๆ ก็ได้ เรารักลูกสุนัขตัวนั้นก็เพราะมันสนองความต้องการจะรักของเราได้ต่างหาก แต่ถ้าเห็นสุนัขที่แสนจะน่าเกลียด ก็ยังรักมันได้ นั่นคือเมตตาแท้ๆ

             เมตตาแท้ๆ นั้นมุ่งถึงประโยชน์ของผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนทุกรูปแบบ บางคนรักสุนัขที่ตนเลี้ยงไว้ในบ้าน แต่ไล่ตะเพิดหรือไล่ตีสุนัขนอกบ้าน เมตตาที่แท้ไม่ใช่เมตตาแต่คนในบ้านหรือคนใกล้ชิด แต่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคนอื่น และถ้าสามารถทำใจให้รักศัตรูของเราได้ นั่นคือสุดยอดของเมตตา

             ข้อ ๒ เวลาเห็นเพื่อนร่วมโลกมีปัญหา เราคิดจะช่วยหรือมีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาให้เขาบ้างหรือเปล่า? เราเป็นคนประเภท “ธุระไม่ใช่” หรือเปล่า เรามักคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยอะไรใครได้ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เลยไม่พยายามที่จะช่วยอะไรใครเลยหรือเปล่า ยิ่งผู้ที่กำลังมีปัญหานั้นเป็นคนที่เราไม่ชอบหน้าอยู่ด้วย ยิ่งพลอยสมน้ำหน้าส่งไปเลย อย่างนั้นใช่หรือไม่ เราอาจแสดงความกรุณาได้ในหลายๆ เรื่อง ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ แม้แต่การชี้ทางไปห้องสุขาให้ใครสักคน นั่นก็คือการแสดงออกซึ่งความกรุณา และเช่นเดียวกับเมตตา ก็คือ ถ้าจะกรุณา ก็กรุณาอย่าเลือกปฏิบัติ

             ข้อ ๓ เวลาเห็นคนอื่นได้ดี เราพลอยปลื้มปีติไปกับเขาด้วยหรือเปล่า? หรือว่ารู้สึกตรงกันข้าม...เอ ทำไมหมอนี่มันเจริญก้าวหน้าเร็วนัก ... อย่างนี้หรือเปล่า ถ้ารู้สึกเป็นทุกข์เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี หรือกลับเบิกบานใจเมื่อเห็นคนที่เราเกลียดถึงแก่การวิบัติ ก็แปลว่าเรายังมีหน้าพรหมไม่ครบ ๔ หน้า

             ข้อ ๔ เมื่อพบสถานการณ์อันสุดวิสัยที่จะช่วยแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เราควบคุมจิตใจให้สงบนิ่งได้หรือเปล่า? บางคนเข้าใจไปว่า การวางเฉยทุกสถานการณ์เป็นการบำเพ็ญอุเบกขาธรรม คนอื่นได้ดี ก็เฉย เขาตกทุกข์ได้ยาก ทั้งๆ ที่พอจะช่วยได้ ก็เฉย ในทางตรงกันข้าม บางคนช่วยแก้ปัญหาให้ใครไม่ได้ก็ทุรนทุรายวุ่นวายอยู่ไม่เป็นสุข บางคนทำตัวเป็นผู้จัดการโลก-ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ฉันอยากให้เป็น-อย่างนี้ก็มี

             ถ้าผลการทดสอบปรากฏว่า ในหัวใจของเรามีใบหน้าของพรหมครบทั้ง ๔ หน้า ก็แปลว่า ไฟบรรลัยกัลป์ยังไม่ล้างโลก น้ำทะเลยังไม่เดือด และฝนยังไม่แล้ง อย่างน้อยที่สุดก็ในโลกส่วนตัวของเรา แต่ถ้าใบหน้าของพรหมเริ่มเลือนหายไปจากหัวใจบ้างแล้วละก็...โปรดทราบว่า ไฟบรรลัยกัลป์ชักจะใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้ว เผลอๆ อาจจะกำลังไหม้โลกส่วนตัวของใครบางคนอยู่แล้วก็ได้

             อย่ามัวแต่เที่ยวเล่นสงกรานต์เพลินไปจนปล่อยให้ศีรษะท้าวมหาพรหมหล่นหายไปจากพานหัวใจนะครับ ไฟบรรลัยกัลป์มีจริง

             นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
             ๑๓ เมษายน ๒๕๕๘"

 

......................................

(หมายเหตุ ขอบคุณภาพจาก http://112.121.139.211/small_head/thai_culture/history.php)