ไลฟ์สไตล์

ฝ่าวิกฤติหมอกควันจากภาคเกษตรทางออกยั่งยืน

ฝ่าวิกฤติหมอกควันจากภาคเกษตรทางออกยั่งยืน

13 เม.ย. 2558

ฝ่าวิกฤติหมอกควันจากภาคเกษตรทางออกประเทศไทยเพื่อความยั่งยืน : ดลมนัส กาเจรายงาน

                ในช่วงเดือนมีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ภาคเหนือกว่า 10 จังหวัด และมากที่สุดในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา และตาก และดูเหมือนว่า ในพื้นที่ จ. เชียงราย มีค่าพีเอ็ม 10 (PM 10) สูงสุด อยู่ที่ 386 ไมโครกรัม/ลบ.ม. จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. รองลงมาคือ จ.เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ตามลำดับ ซึ่งและติดต่อยาวนานเป็นเดือน (ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ)

                จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีคนบางกลุ่มพยายามเชื่อมโยงถึงต้นตอกับห่วงโซ่ของวัฏจักรอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ที่นำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นวัตถุดิบ และยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นปัญหาการบุกรุกที่ป่าเพื่อปลูกข้าวโพดด้วย ทำให้หลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชนและท้องถิ่นต่างหาแนวทางในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขขึ้น
                
                ตามข้อมูลกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ในปี 2557 มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 7.4 ล้านไร่ พบว่า ร้อยละ 4.19 เพาะปลูกอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมมาก ร้อยละ 27.17 เป็นพื้นที่เหมาะสมปานกลาง ร้อยละ 15.70 เป็นพื้นที่เหมาะสมน้อย ร้อยละ 10.05 เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ขณะที่เพาะปลูกในพื้นที่ป่า ร้อยละ 42.89 หรือ 3 ล้านไร่ และร้อยละ 32.37 อยู่ในภาคเหนือ

                ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ในฐานะที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคม จึงจัดเวทีนาหัวข้อ "ความจริงเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กับทางออกเพื่อประเทศไทย" ณ ห้องประชุมบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทั้งนี้ วนิดา อังศุพันธุ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย บอกว่า การเสวนาครั้งนี้เป็นการระดมผู้ทรงวุฒิจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรของไทยอย่างยั่งยืน

                เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกษตรกรไทยกว่า 4 แสนครัวเรือน ดังนั้นที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนากระบวนการผลิตข้าวโพดอย่างมีประสิทธิภาพทั้งระบบ ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ร่วมกันแบ่งปันข้อมูล และร่วมกันหาทางออกบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืนต่อไป

                ด้าน นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควมคุมมลพิษ ที่สะท้อนความจริงบนเวทีเสวนาว่า สถานการณ์หมอกควันที่เกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมของมนุษย์คือ เผาป่าเพื่อหาของป่า เผาพืชไร่ เผาพื้นที่การเกษตร และการเผาข้ามแดน ไม่เพียงภาคเหนือ ที่ภาคกลางมีการเผาต่อซังข้าวเพื่อการเตรียมพื้นที่เช่นกัน แต่พื้นที่ไม่ได้มีสภาพเป็นแอ่งกระทะ จึงไม่เกิดปัญหาหมอกควัน  

                การตรวจสอบพื้นที่ภาคเหนือพบว่า ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 มีการเผา (ฮอตสปอต) กระจายในทุกพื้นที่ คือ ในป่าอนุรักษ์ 43%, ป่าสงวน 43% และพื้นที่การเกษตร 14% ล่าสุดพื้นที่บางส่วนที่เคยเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือป่าสงวน ถูกบุกรุกเข้าใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและกลายเป็นพื้นที่ชุมชนมากขึ้น โดยเฉพาะปลูกข้าวโพดใน 9 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ล้านไร่

                สาเหตุทราบจากเกษตรกรคือ การเผาตอซังลงทุนแค่ไม้ขีดก้านเดียวเท่านั้น แนวทางแก้ปัญหา กรมควบคุมมลพิษได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันร่วมกัน ในเบื้องต้นจะเข้าดำเนินการจัดระเบียบการเผา สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดการเผา สนับสนุนเทคโนโลยี/จัดหาอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อจัดการเศษวัสดุภาคการเกษตร รวมถึงบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นขึ้น เป็นต้น

                ส่วน นายสมชัย มาเสถียร รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า สถานการณ์การบุกรุกป่าสงวนเฉลี่ยปีละ 1 แสนไร่ จากเดิมประเทศไทยเคยมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ราว 320 ล้านไร่ ปัจจุบันประมาณ 120 ล้านไร่เท่านั้น เกิดจากความต้องการพัฒนาและการเติบโตของประเทศ ทำให้ความต้องการขยายพื้นที่ทำกินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวโพดที่อยู่ในป่าสงวนราว 2.5 ล้านไร่ อยู่บนพื้นที่สูง ที่ผ่านมากรมป่าไม้ ร่วมกับหลายหน่วยงานหาทางแก้ไขปัญหา และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรไม่เผา แต่ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

                ขณะที่ นายพาโชค พงษ์พานิช กรรมการบริหารสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย กล่าวว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่ความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในการเพาะปลูกแต่ละปีมีมูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท สร้างผลผลิตข้าวโพดไร่ปีละ 4.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาท และเมื่อผ่านผู้รวบรวมในท้องถิ่นระดับจังหวัดสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ก็เพิ่มมูลค่าเป็น 3 แสนล้านบาท จากอาหารสัตว์เข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารเป็นผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ทั้งระบบทั้งบริโภคในประเทศและส่งออก จะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท

                ที่สำคัญมีเกษตรกรรายย่อยที่เกี่ยวข้องกว่า 4 แสนราย ทางออกในการแก้ไขปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชนและเกษตรกร โดยทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันสนับสนุนให้เกษตรกรมีความรู้ และมีทักษะการผลิตข้าวโพดที่มีมาตรฐาน โดยการยกระดับผลผลิตจะช่วยลดความเสี่ยงเกษตรกร การพัฒนาพันธุ์ดี เป็นบทบาทของภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างทางเลือกให้เกษตรกรได้ใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เป็นต้น

                ในทัศนะของภาคประชาชน อย่าง นายสถาพร สมศักดิ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชน จ.น่าน มองว่า แรงจูงใจที่ทำให้ชาวบ้านปลูกข้าวโพดคือ ผลผลิตดี และมีราคาสูง เพราะชาวบ้านยากจน ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ไม่มีเงินส่งลูกเรียน มีปัญหาหนี้สิน นอกจากนี้เป็นเพราะสารเคมีและยากำจัดศัตรูพืชก็มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะทำให้การเพาะปลูกง่ายขึ้น คือราดกำจัดวัชพืช จากนั้นจุดไฟเผาได้ทันที ทำให้ชาวบ้านเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกจากเดิมรายละ 20 ไร่ กลายเป็นเป็น 50-100 ไร่

                สำหรับแนวทางแก้ปัญหาของ จ.น่าน ขณะนี้หลายหน่วยงานมีการร่วมกันดำเนินการและมีการจัดทำข้อบัญญัติตำบล ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รวมทั้งตัวแทนหน่วยงาน ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ และควบคุมไม่ให้มีการขยายพื้นที่ข้าวโพดในเข้าไปในพื้นที่ป่า ซึ่งล่าสุดทำได้ 34 ตำบล ผลคือ ลดปัญหาความขัดแย้ง เพราะเกษตรกรจะรับรู้ขอบเขตพื้นที่ปลูก และหน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้วางแผนส่งเสริม รวมถึงการช่วยเหลือมีความชัดเจนมากขึ้น

                นางกฤษณา ทองเพ็ง เกษตรกรใน จ.เพชรบูรณ์ ตัวอย่างเกษตรกรที่ได้รับใบรับรองมาตรฐานจีเอพีรายแรกในประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเพาะปลูกข้าวโพดโดยไม่เผาป่า แต่ใช้วิธีไถกลบให้ตอซังย่อยสลายเป็นปุ๋ยรักษาดิน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มผลผลิต และใช้น้ำหมักชีวภาพกำจัดศัตรูพืช ทำให้ครอบครัวปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยลดต้นทุน และช่วยเพิ่มผลผลิตจาก 665 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,400-1,500 กิโลกรัมต่อไร่

                ทั้งหมดเป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง ที่สะท้อนถึงปัญหาหมอกควัน ที่เกิดจากภาคเกษตร และแนวทางในการแก้ปัญหา ที่ผู้จัดการสัมมนาจะสรุปส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับทราบและหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป

ผู้ประกอบการยันไม่ซื้อข้าวโพดที่เผาตอซัง

                นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้ตระหนักถึงการสร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ คือ การพัฒนาระบบการผลิตพืชวัตถุดิบที่จะถูกนำมาผลิตอาหารสัตว์ให้ได้คุณภาพปลอดภัยและยั่งยืน ส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจอาหารสัตว์ และส่งต่อไปจนถึงภาคปศุสัตว์ และต่อเนื่องไปถึงภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป โดยนัยของความยั่งยืนภายใต้แนวคิดของสมาคมนั้น คือ การสร้างความยั่งยืนทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

                จากสถานการณ์ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นประจำทุกปีนั้น มีสาเหตุมาจากหลายส่วนด้วยกัน และสาเหตุหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เกิดจากการเผาต่อซังข้าวโพดเพื่อเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกรอบต่อไป ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ในฐานะผู้ใช้วัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่ได้สนับสนุนให้เกษตรกรเผาตอซัง และมองเห็นว่า หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยแก้และลดปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นนั้น คือ การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องประกาศให้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือจีเอพี (GOOD AGRICULTURAL PRACTICES : GAP)

                สำหรับการผลิตข้าวโพดเมล็ดแห้ง (มกษ. 4402-2553) เป็นมาตรฐานบังคับโดยทันที ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่าส่งผลดีต่อเกษตรกร ทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่ รายได้ที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรสุขภาพดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล และถือเป็นการช่วยเหลือสังคมไปในตัวด้วย ซึ่งภาครัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือยกระดับเกษตรกรปลูกข้าวโพดแห้งให้เข้าสู่ระบบจีเอพีทั้งระบบด้วย 

                ขณะเดียวกันทางสมาคมจะประกาศงดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจีเอพี แต่จะดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปในระยะเวลา 3-5 ปี เพื่อเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยภาครัฐให้ยกระดับเกษตรกรไทย ทั้งนี้ ก็เพื่อนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้แก่อาชีพเกษตรกร ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานอาหารทั้งระบบต่อไป