ไลฟ์สไตล์

 ลอง ยิ้ม:ชวนเที่ยว

ลอง ยิ้ม:ชวนเที่ยว

12 เม.ย. 2558

ลอง ยิ้ม:ชวนเที่ยว

            นึกย้อนไปในอดีตกับสมัยที่นั่งรถไฟไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ อ.ลอง จ.แพร่ เพื่อนย้ำนักย้ำหนาอย่าลืมลงที่ "สถานีรถไฟบ้านปิน" นะ เพราะเดินอีกนิดเดียวก็ถึงบ้านแล้ว สมัยวัยเยาว์ การเดินทางท่องเที่ยวลำพังไปตามสถานที่ใหม่ๆ เป็นความตื่นตาตื่นใจ แม้เวลาจะผ่านไป วันนี้ได้กลับไปเยือนสถานีรถไฟบ้านปินอีกครั้ง ก็ยังอดตื่นตาตื่นใจไม่ได้ เพราะสถานีรถไฟที่เห็น คงคงรูปลักษณ์ที่ดูน่ารัก สวยงาม โดยไม่จำเป็นใหญ่โตโอ่โถง แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือน "กลับมาถึงบ้านแล้ว" จริงๆ

            สถานีรถไฟบ้านปิน ถือเป็น 1 ในของดีของอ.ลองที่ไม่น่าพลาด ถ้าใครเดินทางมาทางรถไฟ ที่นี่ก็ถือเป็นด่านแรกในการต้อนรับเข้าสู่อ.ลอง อีกทั้งยังโดดเด่น สวยงามด้วยรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมบาวาเรียนสไตล์ ตัวตึกมีลักษณะแบบยุโรป ที่ใช้ไม้ต้นใหญ่ทำเป็นโครงสร้าง เชื่อมต่อด้วยอิฐถือปูนแบบ “เฟรมเฮ้าส์” หน้าต่างโค้งมีลายฉลุสวยงาม สถานีบ้านปินถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ในปี 2457 ควบคู่ไปกับสถานีรถไฟสายเหนืออีกหลายแห่ง โดยมีพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เป็นผู้บัญชาการ และมีวิศวกรนายช่างคือ มร.อีมิล ไอเซ่นโฮเฟอร์ เป็นชาวบาวาเรียน จากเยอรมนี

            เครื่องใช้ไม้สอยหลายอย่างในสถานีรถไฟแห่งนี้ ยังคงเก็บรักษา ใช้งานถึงปัจจุบัน รวมถึงลวดลายแกะสลักสวยงามหน้าช่องจำหน่ายตั๋ว แม้สีของตัวอาคารจะเปลี่ยนจากสีเหลืองตัดขอบสีน้ำตาลเป็นชมพูไปแล้วในวันนี้

            ออกจากสถานีรถไฟ เดินไปตามถนนด้านหลังสถานี จะผ่าน บ้านตู้รถไฟ ที่ทุกวันนี้ก็ยังใช้งานอยู่จริงๆ โดยใช้ตู้รถไฟมาประกอบเป็นตัวบ้าน ว่ากันว่า ราคาเป็นเลข 6 หลักทีเดียว เลยจากบ้านตู้รถไฟ ถึง โรงพักไม้สัก หรือที่ว่าการตำรวจชุมชนบ้านปิน เป็นอาคารไม้สักหลังเล็กๆ ที่ก่อสร้างมานาน ถือเป็น 1 ในของดี 5 อย่างของเมืองลองก็ว่าได้ ติดกับโรงพัก เป็นย่านตลาดเล็กๆ ของบ้านปิน เห็นแล้วต้องออกปากว่า บ้านนี้เมืองนี้ สะอาด น่ารักครบเครื่อง 5 ส.จริงๆ คือ สวย ใส สะอาด สงบ และสบาย

            ชาวบ้านร้านค้าต่างยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่ในบ้านเรือนตัวเอง บางบ้านเป็นร้านค้าที่แทบดูไม่ออก เพราะมีอายุอานามเก่าแก่ แถมของขายก็ไม่ได้มากมาย แต่เจ้าของบ้านบอกว่าไม่ขายก็ไม่ได้ ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องเดินทางเข้าไปซื้อถึงอำเภอ

            เลยจากย่านตลาดไปหน่อย ถึง โรงเรียนไม้สัก ที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวใน อ.ลอง ก็คือ โรงเรียนบ้านปิน (ปินประชาราษฎร์) เด็กๆ บ้านปินก่อนจะเข้าไปเรียนในเมือง เป็นต้องเคยผ่านโรงเรียนไม้สักแห่งนี้แทบทั้งนั้น และที่โรงเรียนนี้เองเลยได้ทราบความหมายของคำว่า "บ้านปิน" ซึ่งมาจากการที่หญิงม่ายคนหนึ่งถวายปิ่นเป็นธรรมบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จมาที่ดอยน้อย พร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 รูป ในสมัยพุทธกาล ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพุทธทำนายว่า ต่อไปจะเกิดเป็นบ้านเมืองรอบๆ ดอยน้อยและจะได้ชื่อว่าบ้านปิ่น เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน การเรียกขานจึงเพี้ยนมาเป็นบ้านปิน"

            บ้านปินยังมี บ่อน้ำผุด อายุเก่าแก่กว่า 150 ปี ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการใช้ไม้สักทั้งต้น ขุดตรงกลางสวมลงไปเป็นท่อน้ำขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องใช้ท่อซีเมนต์ ใครผ่านไป ลองแวะถามหาดูได้ ก่อนออกจากบ้านปิน ยังได้แวะไหว้พระที่วัดปิน หรือวัดปินลอง เป็นวัดที่ไม่มีประวัติบันทึก แต่ทราบว่า เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดโพธิบุปผาราม แปลว่า วัดที่ต้นโพธิ์ออกดอก ในปี 2482 จากปาฏิหาริย์ที่ต้นโพธิ์ในวัดเกิดมีดอกสีขาวอมชมพูขึ้นมา 9 ดอก และทุกวันนี้ต้นโพธิ์ที่มีดอกก็ยังคงอยู่

            และแล้วก็ต้องเข้าไปเมืองลอง อาหารขึ้นชื่อที่ไปแล้วต้องลองชนิดห้ามพลาด คือ "ขนมจีนน้ำย้อย" เป็นขนมจีนเส้นสด บีดสดๆ ตักใส่จาน ใส่พริกคั่วกับหอมเจียว กินกับไข่ต้มแค็บหมู และผักลวก แค่นี้ก็อร่อยเหลือหลายแล้ว แถมขายดิบขายดีขนาดว่าหมดแค่ตอนบ่าย ไปสายกว่านั้นอดกินแน่



ค้นหาตำนานแพร่ แห่ระเบิด

            "แพร่...แห่ระเบิด" สมัยก่อนใครไปทักทายคนเมืองแพร่แบบนี้ อาจมีปากเสียงได้ง่ายๆ เพราะเขามองว่าเป็นการดูถูก เหยียดหยาม และขณะเดียวกัน คนพูดเอง ก็อาจจะรู้สึกแบบนั้น โดยที่ไม่ได้รู้ความหมายชัดๆ ของคำว่า แพร่แห่ระเบิด และต้นตอของแพร่แห่ระเบิด ก็อยู่ที่เมืองลองนี่เอง

            ก่อนหน้านี้มีผู้สืบค้นเรื่องราวนี้ไว้ก่อนหน้าแล้ว คือ ณรงค์ จันทรางกูร (อ้างอิงมาจากหนังสือที่ระลึกงานศพคุณย่ามะลิ วรรณกุล) โดยระบุว่า ได้หารือกับสุรินทร์ โสภารัตนานันท์ อดีตเสรีไทย และหลายคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แพร่แห่ระเบิด อาทิ พระสมุห์สากล อติพัทโธ เจ้าอาวาสวัดแม่ลานเหนือ อ.ลอง จ.แพร่ ต่างเล่าเหมือนกันว่า นายหลง มโนมูล คนงานรถไฟสถานีแก่งหลวง ไปพบซากระเบิดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรนำมาทิ้งที่สะพานข้ามห้วยแม่ต้า เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของทหารญี่ปุ่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงช่วยกันขุด และถอดชนวน แล้วใช้เลื่อยตัดส่วนหางของลูกระเบิดเพื่อควักเอาดินปืนออกไปทำระเบิดปลา ส่วนตัวลูกระเบิดก็ได้นำขึ้นเกวียน เพื่อนำไปถวายวัดแม่ลานเหนือเพื่อใช้ทำระฆัง แต่ระหว่างทางผ่านบ้านแม่ลู้ ชาวบ้านเห็นก็แตกตื่นออกมาตามดูกันเป็นขบวน พอถึงวัดแม่ลานเหนือ ชาวบ้านแถววัดก็ออกมาต้อนรับ มีขบวนฆ้องกลองยาวแห่รับ ก่อนจะถวายให้วัดเพื่อใช้ทำเป็นระฆัง นอกจากนี้ยังมีระเบิดอีก 2 ลูกที่นำไปถวายที่วัดศรีดอนคำ ต.ห้วยอ้อ และวัดนาตุ้ม ต.บ่อเหล็ก

            ที่ วัดศรีดอนคำ ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง มีจารึกถึงระเบิดนี้ไว้ว่า "เป็นระฆังแห่งเสรีภาพ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้และเสียสละเพื่อเสรีภาพของชาติของหน่วยปฏิบัติการลับ "เสรีไทยแพร่" โดยได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังทหารอเมริกัน เพื่อสกัดกั้นการครองภาคเหนือของทหารญี่ปุ่น"

            เชษฐา สุวรรณสา หรือ ต้อง เจ้าของร้านกาแฟแห่ระเบิด นักเขียน และศิลปินวาดภาพแนวเอ็กเพรสชั่นนิสต์ จาก "แจ็ค ณ ขอบฟ้า" หนังสือที่ได้รับรางวัลแว่นแก้วของเขา มาสู่การเริ่มสืบค้นที่มาของคำว่า แพร่แห่ระเบิด จนพบว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่หลายๆ คนคิด ตอนก่อนจะตั้งชื่อร้านกาแฟแห่ระเบิด ก็มีคนทักท้วงเพราะเกรงว่าจะเป็นการซ้ำเติมทางความคิด แต่สุดท้ายเขาเริ่มทำความเข้าใจกับสังคม ให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว อ.ลอง จ.แพร่ นี่แหละที่เป็นชุมสายของประวัติศาสตร์ที่สำคัญหน้าหนึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว จนกระทั่งทำเป็นภาพยนตร์สารคดี "แพร่ แห่ระเบิด" ค้นหาดูได้ทางยูทูบ ส่วนที่ร้านกาแฟของเขามีติดภาพและเรื่องราวอันเป็นตำนานแพร่แห่ระเบิดให้ได้อ่านกัน

            ซึ่งร้านกาแฟของเขานี่เองเป็นตัวช่วยหาทุนสำหรับขับเคลื่อนสังคม และเพื่อดึงคนเข้ามาหา นอกเหนือไปจากงานเขียนหนังสือ และงานวาดภาพที่ชื่นชอบ จนก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินที่มีคนตามหางาน นอกจากนี้ เขายังแบ่งพื้นที่บริเวณร้านกาแฟที่มีอยู่ 3 ไร่ ให้คนในชุมชนเช่าทำร้านขายของ ขายอาหาร ขณะเดียวกัน กำลังมองหาลู่ทางเพื่อพัฒนาเมืองลองให้เป็นหมู่บ้านครีเอทีฟ วิลเลจ เน้นการท่องเที่ยวแบบเมียงมอง

            "เมืองลองเป็นเมืองที่มีสิ่งดีๆ หลายอย่าง ที่คนไม่รู้ อย่างเช่นที่นี่เป็นแหล่งผลิตตะเกียบ และไม้เสียบลูกชิ้น จากนี้ไปก็ต้องมีสถาปนิกดังๆ มาช่วยออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าของที่มี" ต้องบอกกล่าวถึงความใฝ่ฝันที่จะให้ชุมชนของเขามีพัฒนาการมากขึ้น โดยคงสภาพสวยสงบเหมือนเดิม อ.ลอง ยังเป็นเมืองที่เที่ยวได้อย่างละเมียดละไม จนยิ้มออกได้โดยไม่รู้ตัว บอกเลยว่า "อย่าพลาด" อำเภอนี้ ถ้าไปจ.แพร่

 ลอง ยิ้ม:ชวนเที่ยว