
คลี่งบ 1.6 หมื่นล้าน ปมร้อนแทรกแซงราคายาง
07 เม.ย. 2558
คลี่งบ 1.6 หมื่นล้าน ปมร้อนแทรกแซงราคายาง : โดย...ดลมนัส กาเจ
โครงการมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางพารา หรือที่เข้าใจง่ายๆ คือ โครงการแทรกแซงราคายางพารา ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคานำตลาดที่กิโลกรัมละ 62 บาท กำลังกลายเป็นเผือกร้อน ท้าทายนโยบายกวาดล้างการทุจริตของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างน่าติดตามยิ่ง
สำหรับโครงการนี้ รัฐบาลตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยมอบให้ องค์การสวนยาง (อสย.) รับผิดชอบ
แต่เมื่อโครงการเริ่มดำเนินไปได้ไม่นาน กลับได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า การรับซื้อยางหลายจุดมีลักษณะเอื้อต่อพ่อค้าคนกลาง และเอกชนที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่โครงการมากกว่ามุ่งยกระดับราคายางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
ซึ่งในที่สุด นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตขึ้นมา 1 ชุด เมื่อวันที่ 13 มีนาคม และมีคำสั่งย้าย นางเรไร รัตนสุภา ผู้จัดการโครงการ ตามมาในวันที่ 30 มีนาคม ตามการเสนอของ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หนึ่งในกรรมการสอบข้อเท็จจริงการทุจริต ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเชิญนางเรไรไปให้ข้อมูลครั้งแรกวันที่ 7 เมษายน
นายอุทัย อธิบายว่า โครงการมูลภัณฑ์กันชนฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 จนถึงเดือนมีนาคม 2558 รัฐบาลอนุมัติงบประมาณไปแล้ว 1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 62 บาท และใช้จ่ายเงินไปแล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท แต่กลับมีเกษตรกรที่สามารถนำยางมาขายให้แก่โครงการได้จริงเพียงไม่ถึง 10% ซึ่งตรงนี้ได้รับการร้องเรียนว่า เกิดจากความไม่โปร่งใส ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ จะต้องสอบให้ได้ว่าเกิดจากขั้นตอนไหน
"ปัญหาทั้งหมดที่เห็นอยู่คือ คุณเรไรยังขาดประสบการณ์ เมื่อผมได้มีโอกาสมานั่งตรงนี้ ในฐานะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการทุจริต ได้เสนอไปยังท่านอำนวย ให้ย้ายคุณเรไรไปอยู่ที่อื่นก่อน และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ทราบภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ เพราะเดือนพฤษภาคมจะถึงฤดูกาลเปิดกรีดยางรอบใหม่แล้ว" นายอุทัย ย้ำ
นายอุทัย ระบุด้วยว่า เท่าที่ติดตามการดำเนินงานทราบว่า เกษตรกรที่นำยางไปขายให้โครงการต้องรอคิวนานถึง 4-5 วัน อย่างที่ จ.ระยอง เมื่อเกษตรกรนำยางไปขายจะถูกเจ้าหน้าที่คัดเกรดยางจนผิดปกติ โดยอ้างว่ายางเกรดต่ำ ต้องรับซื้อในราคาถูกกว่าที่รัฐบาลกำหนด ทำให้เกษตรกรต้องนำยางไปขายให้พ่อค้าในราคากิโลกรัมละ 48 บาทแทน ขณะที่พ่อค้ากลับนำยางที่เกษตรกรขายให้ มาขายต่อที่โครงการได้ในราคากิโลกรัมละ 62 บาท ทั้งที่เป็นยางก้อนเดียวกัน
"แปลกใจว่าทำไมพ่อค้าจึงขายได้ และได้กำไรส่วนต่างมากถึงกิโลกรัมละ 14 บาท ตรงนี้มีคนมาบอกว่า พ่อค้าบางคนต้องแบ่งส่วนต่างให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐกิโลกรัมละ 2-4 บาท เป็นหัวคิว ส่วนเรื่องนี้เท็จจริงอย่างไรวันที่ 7 เมษายนนี้ จะเชิญคุณเรไรมาให้การอีกครั้ง" นายอุทัย ระบุ
อย่างไรก็ตาม นายอุทัยยืนยันว่า ในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีการกรีดยางใหม่ หลังจากต้นยางผลัดใบแล้ว จำเป็นต้องวางกฎเกณฑ์การดำเนินการใหม่ คือต้องเพิ่มจุดรับซื้อยางจากเดิมที่เป็นตลาดกลาง 6 แห่ง ต้องขยายเป็นตลาดย่อยทั่วประเทศ จำนวน 108 แห่งโดยให้จังหวัดเป็นประธานโครงการในระดับท้องถิ่น
ขณะที่ นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย บอกว่า โครงการที่มีปัญหา น่าจะเป็นโครงการที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณก้อนแรก 6,000 ล้านบาท ให้รับซื้อผลผลิตยางพาราทั้งแผ่นดิบ และแปรรูปเป็นยางรมควัน หรือยางแท่ง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและพ่อค้าสามารถร่วมโครงการได้ โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ในส่วนของเกษตรกรนั้นต้องเป็นเกษตรกรรายย่อยร่วมโครงการได้ไม่เกินรายละ 25 ไร่
แต่ในแง่ปฏิบัติกลับพบว่า ผู้ที่ขายยางให้แก่โครงการนี้ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้ามากกว่า เพราะเกษตรกรต้องรอคิวยาวจนทนไม่ไหว ต้องหันไปขายยางให้แก่พ่อค้าในราคาไม่ถึงกิโลกรัมละ 50 บาทแทน
ขณะที่โครงการที่อนุมัติเงินไปครั้งแรกก็ดำเนินการอย่างรวดเร็ว จนงบประมาณหมดไป แต่มีเกษตรกรได้ประโยชน์ไม่ถึง 10% ส่วนโครงการที่อนุมัติรอบสองนั้น เป็นงบให้รับซื้อยางจากเกษตรกร วงเงิน 6,000 ล้านบาท พร้อมกับงบโครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริม ที่สนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และโครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยางรายละ 1,000 บาทไม่เกิน 15 ไร่ เป็นวงเงินอีก 8,200 ล้านบาท
"ที่พูดถึงในเรื่องงบ 1.6 หมื่นล้านบาทนั้นที่มีปัญหามากที่สุดเป็นโครงการที่รัฐบาลอนุมัติงบก้อนแรก 6,000 ล้านบาทที่เอื้อพ่อค้าที่เป็นพรรคพวกเดียวกัน ทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์น้อยมาก แต่งบที่อนุมัติรอบหลัง เรามีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการพิจาณาในระดับจังหวัด เน้นให้เกษตรกรเป็นผู้ขายโดยตรง แต่ปัญหาคือได้เงินช้ามาก หลายแห่งยังคงไม่ได้รับเงิน" นายบุญส่ง ระบุ
ฉะนั้น ต้องจับตาดูว่า 7 เมษายนนี้ นางเรไรจะให้ข้อมูลที่นำไปสู่การติดตามเงื่อนงำที่ทำให้เงิน 1.6 หมื่นล้านบาทไปไม่ถึงมือเกษตรกรได้มากน้อยแค่ไหน
ที่สำคัญจะได้พิสูจน์ว่า การดำเนินโครงนี้มีการทุจริตดังที่หลายฝ่ายข้องใจกันจริงหรือไม่ หากพบว่ามีการทุจริตจริง รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดทันที
------------------
มีอะไรในกอไผ่ถึงต้องตรวจสอบ
สำหรับที่มาของการติดตามความไม่โปร่งใสของโครงการมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เริ่มต้นจาก นายไพรัช เจ้ยชุม ประธานเครือข่ายชาวสวนยางพาราจังหวัดพัทลุง ร้องเรียนว่า เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ จ.พัทลุง กำลังได้รับความเดือดร้อนจากการขายยางแผ่นรมควันกับโครงการมูลภัณฑ์กันชนฯ เนื่องไม่ได้รับเงินจากการขายยาง ทั้งๆ ที่ นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับปากว่าจะเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวสวนยางให้เร็วที่สุด
หลังพบว่าเกษตรกรประสบปัญหาการขายยาง ทำให้เครือข่ายชาวสวนยางทั่วประเทศ ต้องเรียกประชุมที่ จ.นครศรีธรรมราช และเรียกร้องให้ทหารเข้าไปตรวจสอบสต็อกยางที่เข้าร่วมโครงการนี้ว่ามีการหมกเม็ดในลักษณะการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่
จากนั้น เมื่อฝ่ายทหารลงไปตรวจสอบในพื้นที่และได้รับข้อมูลจากเกษตรกรชาวสวนยาง จึงทราบว่า งบประมาณในโครงการมูลภัณฑ์กันชนฯ ถึงมือเกษตรกรเพียง 10% เท่านั้น ขณะที่เงินส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือพ่อค้าและภาคเอกชนในวงการค้ายางพารา
ที่สำคัญเกษตรกรแทบไม่มีโอกาสนำยางพาราไปขายได้เลย ต้องรอคิวยาวนาน 4-5 วัน เพราะกลุ่มพ่อค้าเหล่านี้จองคิวขายไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ชาวสวนยางเสียเวลา และไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย นายทหารที่ลงไปตรวจสอบข้อมูลจึงนำเรื่องนี้เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นในที่สุด
------------------
(คลี่งบ 1.6 หมื่นล้าน ปมร้อนแทรกแซงราคายาง : โดย...ดลมนัส กาเจ)



