เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน มองไปทางไหน เห็นแสงแดดร้อนๆ ก็พลอยร้อนอกร้อนใจกันไป เป็นไปได้ควรอยู่ใต้ร่มไม้จะรู้สึกเย็นใจขึ้นมาได้หน่อย อาหารก็เหมือนกัน เข้าสู่หน้าร้อนก็เหมือนจะบูด เสียง่าย แล้วพาลให้คนกินป่วยไข้ได้
"กินอาหารเป็นยา ไม่ใช่กินยาเป็นอาหาร" ประโยคยอดฮิต ที่ทำให้เราหันมาใส่ใจในการเลือกเมนูอาหารกันมากขึ้น อันที่จริงอาหารไทยได้ชื่อว่าเป็นยาธรรมชาติ ส่วนผสมในอาหารหลายอย่างมีสรรพคุณในทางยา ไประยองคราวนี้ น.ส.พสิษฐ์ตา อินทร์พันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานระยอง เลยถือโอกาสพาสื่อไปปรับพฤติกรรม ให้กินอาหารตามธาตุ ซึ่งที่ระยองมี 2 ร้านที่พร้อมจะรองรับลูกค้าที่เลือกกินอาหารตามธาตุ ก็คือ ร้านตำนานป่า และ บรูคไซส์ วิลล่า
จริงๆ การแบ่งกลุ่มอาหารตามธาตุมีหลายแบบ ทั้งแบ่งตามเดือนเกิดและแบ่งตามบุคลิก แต่การแบ่งตามบุคลิกยังไม่สะดวกสำหรับร้านอาหาร ก็เลยจัดแบ่งตามเดือนเกิด โดยอิงกับฤดูกาล คือ คนที่เกิดเดือนมกราคม, กุมภาพันธ์ และมีนาคม เป็นช่วงเริ่มร้อน จัดเป็นธาตุไฟ ควรรับประทานอาหารรสขม เย็น และจืด เช่น มะระ ผักบุ้ง ตำลึง ขี้เหล็ก แตงโม เป็นต้น, ส่วนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน เป็นธาตุลมควรกินอาหารรสเผ็ด เช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ กระชาย พริกไทย ขิง ข่า เป็นต้น, เดือนกรกฎาคม สิงคมหา และกันยายน เป็นธาตุน้ำ เพราะเป็นช่วงฝนชุก ควรเน้นผักผลไม้พื้นเมืองที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือ สับปะรด มะกรูด มะนาว ส้ม และสุดท้ายคือ ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เป็นธาตุดิน ควรเน้นผลไม้ที่มีรสฝาด มัน และเค็ม เช่น ถั่วต่างๆ ถั่วพู ผักกะเฉด มะละกอ มังคุด เป็นต้น
การกินอาหารตามธาตุถือเป็นการปรับสมดุลของร่างกาย ว่ากันว่า ในวันหนึ่งๆ เรากินอาหารตามธาตุ 1 มื้อ เราจะไม่ป่วยไข้ เพราะร่างกายมีการปรับสมดุล
ไปถึงเมืองระยอง แถบเมืองผลไม้ ใครจะอดใจไม่กินทุเรียนคงยาก คุณพสิษฐ์ตาเลยแนะนำว่า ควรกินทุเรียนมื้อเช้า เพื่อให้ร่างกายมีการเผาผลาญ อีกทั้งยังแก้ได้ด้วยสมุนไพรใยๆ อย่างกะเพรา หรือ พริกไทย แถมท้ายด้วยว่า ทุเรียนมีแร่กัมมะถันเยอะ จัดเป็นแร่ความงาม แบบนี้สาวๆ ถึงได้ชอบนัก
เห็นอาหารละลานตา น่ากินไปซะทุกเมนู พอมีเสียงถามขึ้นว่า อยู่ธาตุไหน (จะได้จัดลงโต๊ะได้ถูก) เลยได้คำตอบว่า "นางทาสค่ะ กินได้ทุกอย่างเลยใช่มั้ยคะ" ... (ฮา)
จบมื้ออาหาร เลยต้องไปละลายไขมันด้วยชาใบขลู่ อีกหนึ่งของดีเมืองระยอง
ชาใบขลู่ (Indian Marsh Tea) เป็นของดีขึ้นชื่อของบ้านแสมผู้ ต.ปากน้ำประแสร์ อ.แกลง จ.ระยอง จากพืชพื้นบ้านที่ขึ้นทั่วไปตามที่ชื้นแฉะ โดยเฉพาะตอนบนของป่าชายเลย ลุงชะโลม วงศ์ทิม ผู้นำกลุ่มชาวบ้านแสมผู้ เล่าว่า รู้จักพืชชนิดนี้เพราะบรรพบุรุษเป็นแพทย์แผนไทย แต่สมัยนั้นยังเด็กก็ไม่ได้สนใจอะไร จนพอมาเป็นผู้นำหมู่บ้านก็ต้องช่วยกันคิด ช่วยชุมชนให้มีรายได้เสริม จึงเริ่มนำใบขลู่มาผลิตชานี่ล่ะ
"ลองผิดลองถูกอยู่ 2 ปี ตอนแรกๆ ทำแจกฟรีก่อนด้วย ทำกันมาตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันเริ่มเข้าที่เข้าทาง โดยมีสมาชิกประมาณ 40 คน ถือหุ้นคนละ 100 บาท ซึ่งเก็บครั้งแรกเข้าแค่นั้น แต่ปัจจุบันเงินตั้งต้นจาก 4,000 บาทงอกเงยขึ้นมาเกือบแสนบาท ซึ่งเงินก็ไม่ได้ไปไหน เอามาช่วยเหลือด้านสาธารณประโยชน์ของบ้านแสมผู้นี่ล่ะ" ถ้อยคำที่บอกเล่าจากลุงชะโลม
จากการส่งไปวิจัยพบว่า มีสรรพคุณทางยา นำไปต้มดื่มน้ำช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน ลดไขมันในเส้นเลือด
เสนอราคาชาใบขลู่ ฟังแล้วร้องอู้ฮู เพราะสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท จากวัชพืชที่ใครๆ ก็โค่นทิ้ง แปรรูปมาเป็นชาดี ราคาสูง ช่วยให้ชาวแสมผู้ยิ้มได้ เพราะไม่ต้องโค่น แล้วยังแปรเป็นเงินได้อีกด้วย
แต่เหนืออื่นใด กินอาหารตามธาตุ ที่มีสรรพคุณทางสมุนไพรแล้ว ยังควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย แค่นี้เราก็ไม่ต้องกินยาเป็นอาหารกันแล้ว