ไลฟ์สไตล์

โพลล์ชี้ปชช.แนะเร่งแก้ทุจริตคอร์รัปชั่น

โพลล์ชี้ปชช.แนะเร่งแก้ทุจริตคอร์รัปชั่น

03 เม.ย. 2558

‘แม่โจ้โพลล์’ เผยผลสํารวจชี้ปชช.ร้อยละ49.48 แนะเร่งเแก้ทุจริต คอร์รัปชั่น ร้อยละ67.10 ห่วงทุจริตภาคการเมืองมากสุด ร้อยละ35.44 ยังเชื่อมั่นรบ.ปัจจุบันแก้ปัญหาได้

 
         3 เม.ย.58 ผศ.ดร.สมเกียรติ ชัยพิบูลย์ ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า
 
         ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร หรือแม่โจ้โพลล์ ได้ทําการสํารวจความคิดเห็นในหัวข้อ “ทุจริต คอร์รัปชั่น ปัญหาที่รอการแก้ไข” ซึ่งสํารวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จํานวน 1,155 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15 - 30 มีนาคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ ความวิตกกังวลของประชาชนต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในปัจจุบัน ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่นของไทย และ ความเชื่อมั่นต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
 
         จากการสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับความวิตกกังวลต่อปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่นของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.48 รู้สึกกังวลอย่างมาก โดยเห็นว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน รองลงมาร้อยละ 30.26 รู้สึกกังวล แต่ไม่มากนัก เพราะเชื่อว่าประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในเร็ว ๆ นี้ ในขณะที่ร้อยละ 16.26 รู้สึกเฉย ๆ ไม่วิตกกังวล เพราะเป็นสิ่งที่มีในสังคมไทยมานานแล้ว และ ร้อยละ 4.00 รู้สึกเฉย ๆ ไม่วิตกกังวล เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว
 
         เมื่อสอบถามถึงปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่นในประเทศไทยภาคส่วนที่น่าเป็นห่วง และต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วนมากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 67.10 เห็นว่าเป็นภาคการเมือง รองลงมาร้อยละ 19.06 เป็นภาคราชการ ร้อยละ 11.14 เป็นภาคการศึกษา และร้อยละ 2.70 เป็นภาคเอกชน ส่วนแนวทางในการปฏิรูปกฎหมาย ประเด็นใดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่นได้ดีที่สุด พบว่า การยืดอายุความคดีทุจริต เป็นแนวทางที่ดีที่สุด ร้อยละ 27.19 รองลงมาคือการแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 ร้อยละ 25.44 การสั่งฟ้องคดีทุจริตโดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด ร้อยละ 25.35 และ การกำหนดเงื่อนไขไม่นับอายุความหากหลบหนีคดี ร้อยละ 22.02
 
         สำหรับวิธีการในการแก้ไขปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่นในความคิดเห็นของคนไทย พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.81 เห็นว่าต้องแก้ไขกฎหมายให้มีความเข้มงวด อันดับ 2 ร้อยละ 26.07 เห็นว่าต้องปลูกจิตสำนึกของเด็กและเยาวชน อันดับ 3 ร้อยละ 14.65 เห็นว่าต้องวางมาตรการป้องกันการแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำจากฝ่ายการเมือง อันดับ 4 ร้อยละ 11.60 เห็นว่าต้องให้เครือข่ายภาคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ และอันดับ 5 ร้อยละ 6.89 เห็นว่า ต้องเพิ่มวิธีการคัดสรร/ตรวจสอบคุณสมบัติของฝ่ายการเมือง ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง
 
         ในเรื่องของความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นของไทยที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังดำเนินการอยู่ พบว่า ร้อยละ 35.44 เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ในขณะที่ ร้อยละ 32.86 ไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ และร้อยละ 31.71 ยังไม่แน่ใจต่อการดำเนินการดังกล่าวว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่
 
         จากผลการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในประเด็นเกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชั่นซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานของสังคมไทยพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งนั้นวิตกกังวลเป็นอย่างมากและต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความสนใจในปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ไม่สามารถใช้งบประมาณได้อย่างเหมาะสม ทำให้ประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้งบประมาณไม่มีความคุ้มค่าและไม่ครอบคลุมผู้ที่จะได้รับประโยชน์
 
         สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือการปรับปรุงกฎหมาย โดยเชื่อว่ากฎหมายที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันไม่เข้มงวด และเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น แท้จริงแล้วหากคนไทยร่วมกันต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่น จากการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างจิตสำนึกที่ดี โดยการเริ่มต้นจากตนเอง ปฏิเสธการทุจริต คอร์รัปชั่นทุกระดับ ก็จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนมากที่สุด