ไลฟ์สไตล์

ปรับกลยุทธ์ผลิต 'ข้าวหอม' รับตลาดผู้บริโภค-มุ่งส่งออก

ปรับกลยุทธ์ผลิต 'ข้าวหอม' รับตลาดผู้บริโภค-มุ่งส่งออก

03 เม.ย. 2558

ทำมาหากิน : ปรับกลยุทธ์ผลิต 'ข้าวหอม' รับตลาดผู้บริโภค-มุ่งส่งออก : โดย...ธานี กุลแพทย์

 
                        กิจการ "โรงสีข้าว" ที่บุกเบิกสมัยคนรุ่นพ่อต่อเนื่องเกือบ 3 ทศวรรษในนาม บริษัท มุกดาธัญญทิพย์ จำกัด เมื่อมาถึงรุ่นลูก กลยุทธ์การตลาดได้ปรับเปลี่ยนไปตามเศรษฐกิจประเทศ จากธุรกิจค้าข้าวธรรมดาแบรนด์ "นกคาบรวงข้าว" ได้ถูกยกระดับด้วยการแปรรูปเพื่อทางเลือกของผู้บริโภคและมุ่งส่งออกประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น 
 
                        วัชรินทร์ มุกดาประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มุกดาธัญญทิพย์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทก่อตั้งโดยคุณพ่อคือนายวราวุฒิ มุกดาประเสริฐ เมื่อเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นธุรกิจโรงสีข้าวเล็กๆ ที่แรกเริ่มรับบริการสีข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ โดยใช้โรงงานที่อยู่ในบริเวณบ้านพักอาศัยเขตตัวเมืองเป็นโรงสี ต่อมาเมื่อกิจการมีแนวโน้มดีขึ้น ปี 2519 จึงขยายกิจการมาตั้งที่ 27 ถ.ชยางกูร อ.เมือง จ.มุกดาหาร ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทถึงปัจจุบัน
 
                        ธุรกิจหลักของบริษัท คือโรงสีข้าว จึงรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรทั้งหมดเป็นข้าวหอมมะลิ นำมาสีเป็นข้าวสารตรา นกคาบรวงข้าว จำหน่ายในตัวเมืองมุกดาหาร จังหวัดใกล้เคียง กรุงเทพฯ และส่งออกไปประเทศลาว โดยบรรจุกระสอบ 12 กก. แต่เพราะบุคลากรขาดความรู้ทั้งด้านการตลาด ประสิทธิภาพภารผลิต อีกทั้งกฎระเบียบของบริษัทบางประการเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้
 
                        เหตุนี้ทำให้บริษัทได้สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถ ตามนโยบาย 1 Province 1 Agro-Industrial Product ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนให้แข่งขันกับภาคเอกชนได้ หนึ่งในโครงการของกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะเห็นโอกาสที่จะช่วยหนุนให้ธุรกิจมีทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาวะของตลาด โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมที่จะเปิดเสรีอาเซียนปี 2558
 
                        "เข้าร่วมโครงการ เพราะมองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวแผนการตลาด เพิ่มศักยภาพการผลิต การบริหารต้นทุน จึงทำให้มีการปรับปรุงขบวนการทำความสะอาดข้าวเปลือก กระบวนการกะเทาะ การปรับตะแกรงโยกแยกข้าวเปลือก กระบวนการขัดขาว กระบวนการขัดมัน และอื่นๆ" วัชรินทร์ กล่าว
 
                        การได้รับคำปรึกษาจากโครงการนี้ทำให้บริษัทต้องหันมาวิเคราะห์ข้าวใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาได้ส่งออกไปยังแขวงสะหวันนะเขต สสป.ลาว และเตรียมขยายสู่เวียดนาม พม่าในอนาคต ทว่าคุณภาพข้าวยังไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้ง มีสิ่งเจือปนในข้าว บริษัทจึงใช้วิธีตรวจดีเอ็นเอ แต่เปลี่ยนเป็นการต้มแทน เนื่องจากการตรวจดีเอ็นเอ ค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลานาน จึงทำให้บริษัทเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ประมาณ 160 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นกำไร 12 ล้านบาทต่อปี หลังเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการถึงปัจจุบัน
 
                        ส่วนช่องทางการตลาด โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ "นกคาบรวงข้าว" ที่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นข้าวหอมมะลิถุง ถุงละ 1 กก., 2 กก. และ 5 กก. แต่เดิมผลิตเฉพาะขนาด 12 กก. อีกทั้งมีแผนส่งออกยังตลาดยุโรปและอเมริกาด้วย โดยจะปรับกลยุทธ์พัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ราคาสูงขึ้น เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้ที่มุ่งเน้นสุขภาพ เช่น ผลิตข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องงอก ข้าวสำเร็จรูป 
 
                        อย่างไรก็ตาม วัชรินทร์ ย้ำว่าการที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมของเขาก้าวสู่ตลาดยุโรปและอเมริกาได้นั้น สิ่งสำคัญคือสินค้าต้องได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน เช่น GMP, HACCP, HALAL และ ISO 9000 เพราะจะตอบสนองความต้องการตลาดอาหารของประเทศในโซนนี้ได้ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้านั่นเอง
 
 
 
 
 
 
----------------------
 
(ทำมาหากิน : ปรับกลยุทธ์ผลิต 'ข้าวหอม' รับตลาดผู้บริโภค-มุ่งส่งออก : โดย...ธานี กุลแพทย์)