ไลฟ์สไตล์

ไขปัญหาฯ : บทเรียนชีวิต

ไขปัญหาฯ : บทเรียนชีวิต

03 เม.ย. 2558

ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน : บทเรียนชีวิต : โดย...หมอไพร

 
          วันก่อนผู้เขียนไปงานศพเพื่อนแพทย์จีน ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด อายุเพียง 58 ปีด้วยความอาลัย เธอสอบแพทย์แผนจีนรุ่นบรรพบุรุษผ่านและได้รับใบประกอบโรคศิลปะมาตั้งแต่ปี 2544 พร้อมๆกับผู้เขียน จากนั้นได้เปิดคลินิกรักษาผู้ป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ร่วมส่วนในการเสริมสร้างระบบการแพทย์ทางเลือกด้วยแพทย์แผนจีนมาตลอดเป็น เวลา 14 ปี โดยเฉพาะเปิดบริการที่ต่างจังหวัด ให้ผู้คนในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงบริการแพทย์แผนจีนบ้าง ความจริงชีวิตการงานของเธอยังไปได้อีกไกล ไม่ควรจบชีวิตลงเร็วขนาดนี้ ผู้ทำงานการเป็นแพทย์ก็เหมือนขิง ยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด กำลังอยู่ในช่วงมีประสบการณ์ค่อนข้างมาก แต่ด้วยโชคชะตาฟ้าลิขิตจำต้องลาจากไปก่อนวัยอันควร
 
          จากประวัติครอบครัวของเธอ พี่สาวคนโตเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดในวัย 64 พี่สาวคนรองเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยวัย 40 กว่า แล้วเธอเองเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดด้วยวัย 58 จากประวัติครอบครัวเช่นนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่ครอบครัว บรรพบุรุษมีประวัติเป็นโรคมะเร็ง ให้ใส่ใจตรวจคัดกรองมะเร็งอยู่เป็นประจำ เพื่อพบโรคให้รวดเร็ว และรักษาให้ได้ทันกาลที่สุด
 
          เพื่อนคนนี้แต่ไหนแต่ไรมาเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย พูดช้าๆ เนิบๆ เสียงอ่อยๆ เบาๆ ไม่มีแรง ทำอะไรช้าๆ แต่ไม่ค่อยเจ็บป่วย ไม่ไอ ไม่มีเสมหะ เป็นคนอึด ทำงานเก่ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยได้ใส่ใจตรวจเช็กสุขภาพของตัวเองเลย วันที่รู้สึกว่าตัวเองป่วยก็คือวันที่ไปนั่งสมาธิที่วัด นั่งไประยะหนึ่งแล้วรู้สึกเจ็บเอวและสะบักมากทนไม่ไหว จนต้องส่งโรงพยาบาล จากการตรวจของหมอจึงพบว่าเป็นมะเร็งปอดและลามไปยังกระดูก อยู่ในระยะท้ายๆ แล้ว เข้าออกโรงพยาบาลระยะหนึ่ง แต่อาการเจ็บกระดูกเอวยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นาน ขากระดิกไม่ได้ เดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น หลังจากเดินไม่ได้ เธอตัดสินใจรักษาอยู่ที่บ้าน ด้วยยาการกินยาสมุนไพรไทย จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
 
จากชะตาชีวิตของเธอเช่นนี้เป็นข้อเตือนใจเราๆ ทั้งหลายว่า
 
          1. หากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติที่ใกล้ชิดมีใครเป็นมะเร็ง ตัวเราและลูกๆ ต้องใส่ใจตรวจเช็กร่างกายคัดกรองความเสี่ยงของมะเร็งเป็นประจำ หากพบในระยะแรกๆ โอกาสหายมีสูง
 
          2.แม้จะไม่มีประวัติคนเป็นมะเร็งในหมู่ญาติพี่น้อง หรือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ก็ยังต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายอยู่เสมอ อย่าชะล่าใจว่าตัวเองแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย เพราะสิ่งที่น่ากลัวคือ มะเร็งกว่าจะออกอาการให้รู้ก็ลุกลามไปมากแล้ว
 
          3.เมื่อเป็นมะเร็งแล้ว การเลือกแนวทางในการรักษามีความสำคัญมาก พอโรคร้ายเกิดขึ้นกับตัวเราหรือคนในครอบครัว จะมีคำแนะนำวิธีการรักษาเข้ามาเยอะมาก ตัวผู้ป่วยและญาติจะเหมือนยืนอยู่บนทาง 3 แพร่งไม่รู้จะเลือกเดินทางไหนดี การเลือกแผนการรักษาถูกหรือผิดเป็นความเป็นความตายของชีวิตเราเลยทีเดียว
 
 
ทางสายแบบแผนปัจจุบัน ก็คือผ่าตัด ให้คีโม ฉายแสง เป็นต้น
 
ทางสายแบบแพทย์แผนไทย ยาพื้นบ้าน
 
ทางสายแบบแพทย์แผนจีน กินยาจีน
 
 
          และทางสายผสมผสานระหว่าง แผนปัจจุบัน กับ แผนไทย หรือแผนปัจจุบันกับแผนจีน หรือแผนไทยกับแผนจีน  ดูไปแล้ว ปัจจุบัน ยังไม่เป็นที่พิสูจน์ยืนยันเลยว่า วิธีไหนอย่างเดี่ยวๆ สามารถ รับมือกับมะเร็งได้ดีที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางที่ดีเราควรเลือกข้อดีของแต่ละศาสตร์มาใช้ร่วมกันขจัดก้อนมะเร็งร้าย ไปพร้อมกับเสริมภูมิต้านทานของร่างกายให้สามารถต่อสู้กับมะเร็งในระยะยาวได้  สำหรับผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ที่อยู่บนทาง 3 แพร่งให้เลือกอย่างแสนยากลำบากนี้มาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด