ไลฟ์สไตล์

สธ.จับมือร.ร.แพทย์ตั้งศูนย์การแพทย์หวัดใหญ่2009ให้ข้อมูล

สธ.จับมือร.ร.แพทย์ตั้งศูนย์การแพทย์หวัดใหญ่2009ให้ข้อมูล

13 ก.ค. 2552

สธ.จับมือ รร.แพทย์ ตั้ง “ ศูนย์การแพทย์หวัดใหญ่ 2009” ให้ข้อมูลวิชาการ หลังมีนักวิชาการจวกมาตรการ สธ. อ้างไม่ให้ประชาชนสับสน ด้าน “ หมอธีระวัฒน์ ” เผย ถูก สธ.ปิดปาก เลิกให้สัมภาษณ์หลังจากนี้ ขณะที่ “ หมอศิริราช ” ชี้คนตื่นหวัด 2009 แห่ตรวจรักษาเพิ่มหลายร

ที่กระทรวงสาธารณาสุข   เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 ก.ค. ได้มีการประชุมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ของทุกมหาวิทยาลัยใน กทม. อาทิ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี   คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ วิทยาลัยคณะแพทยศาสตร์พระมกุฎเกล้า และคณะแพทยศาสตร์วชิระพยาบาล รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ด้านสาขาต่างๆ เพื่อวางแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

 นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ในวันนี้ได้เชิญตัวแทนคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาร่วมประชุมเพื่อดูในเรื่องมาตรการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ผู้เสียชีวิตในแต่ละราย โดยพบว่าผู้เสียชีวิตมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว และกลุ่มที่มีสุขภาพดี แต่มาพบแพทย์ช้าไป ดังนั้นกระทรวงจึงได้จับมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อดูในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องงบประมาณก็ให้แต่ละหน่วยงานไปพิจารณาและนำเสนอมายังกระทรวงเพื่อที่จะขออนุมัติจาก ครม. ในสัปดาห์หน้าต่อไป ส่วนอัตราการเสียชีวิตของไทย ยังอยู่ในระดับเดียวกับประเทศอื่นๆ คือ 0.4% ไม่ถือว่าสูง ความรุนแรงของโรคยังอยู่ระดับที่ 2 จึงยังไม่ต้องปรับเข้าสู่ระดับ 3   
 
 นายวิทยา กล่าวว่า ส่วนที่มีนักวิชาการบางคนเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ เห็นว่าเรื่องนี้สามารถเห็นต่างได้ แต่ก็ควรมาช่วยกันคิด ซึ่งในวันนี้ตนก็ได้เชิญ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาในวันนี้ด้วยเพื่อมาช่วยกันคิด ซึ่งตนไม่ใช่หมอ ดังนั้นการออกความเห็นไปมากกว่าหมอคงไม่ได้

 ส่วนกรณีที่โรงเรียนกวดวิชาเสนอให้ทบทวนการปิดโรงเรียนกวดวิชานั้น นายวิทยา กล่าวว่า เรื่องนี้ตนจะนำเข้าหารือต่อที่ประชุม ครม.ในวันพรุ่ง ซึ่งมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดในโรงเรียนกวดวิชานั้น เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงสาธารณสุขหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่ามาตรการควบคุมโรคจะต้องเข้มข้นกว่าโรงเรียนปกติทั่วไป  

 นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติ 4 ข้อ คือ 1. ให้มีการจัดทำคู่มือแนวทางการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่สำหรับแพทย์ให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ โดยจะมีการประชุมเรื่องนี้ในวันพรุ่งนี้ ( 14 ก.ค.) ซึ่งจะเป็นคู่มือการทำงานของแพทย์และเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ 2. ให้คณะแพทยศาสตร์ในแต่ละมหาวิทยาลัยตั้งทีมรักษาในแต่ละโรงพยาบาล คล้ายกับหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ในการลงไปดูแลผู้ป่วยที่มีอาการหน้าเป็นห่วง 3. จัดทำระบบส่งต่อผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการหนัก เพื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อม และ 4. การตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์การแพทย์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ประกอบด้วยตัวแทนจากคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ข่าวสารด้านวิชาการต่อสาธารณะเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งแนวทางการรักษา การป้องกัน รวมทั้งผู้ป่วยในรายที่เป็นปัญหาเหมือนกับขององค์การอนามัยโลก โดยมี นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา และ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ประสาน ซึ่งจะเริ่มประชุมกันในวันพรุ่งนี้เช่นกัน

 นพ.ปราชญ์ กล่าวต่อว่า การจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วนั้น แต่ละโรงเรียนแพทย์จะแบ่งพื้นที่รับผิดชอบดูแล ซึ่งขณะนี้แต่ละแห่งก็มีการจัดแบ่งพื้นที่รับผิดชอบอยู่แล้ว อาทิ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะดูแลพื้นที่ภาคตะวันออก คณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ และคณะแพทยศาสตร์ ศิริราช จะดูแลภาคใต้ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยแพทย์ที่อยู่ในพื้นที่ด้วย

 “ การตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ไข้หวัด 2009 นั้น เพื่อคุยกันระหว่างกระทรวงและนักวิชาการว่าต่อไปการให้ข้อมูลทางวิชาการควรพูดไปในทิศทางเดียวกัน เพราะประชาชนจะสับสนและไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร ซึ่งหากข้อมูลวิชาการหากไม่ตรงกัน ก็เหมือนทะเลาะกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้ทะเลาะ ดังนั้นควรคุยหาข้อสรุปก่อนเผยแพร่ เพราะที่ผ่านมาเมื่อกระทรวงแถลงข่าว ก็มีนักวิชาการออกมาไม่เห็นด้วย ก็มาแถลงข่าวทั้งที่เป็นความเห็นส่วนตัว ดังนั้นถ้ามาคุยกันก่อนก็จะลดความสับสนลงได้ ทั้งนี้ทางกระทรวงไม่ได้ห้ามพูด ยังพูดและให้ข้อมูลได้ แต่ก็อยากให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว และว่า ในการหารือครั้งนี้มีการร้องขอต่อกระทรวงว่า ในเรื่องการให้ข่าว ขออย่าสร้างให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก เพราะการให้ข่าวมากก็ทำให้ประชาชนตื่นกลัวมากไป แต่ควรเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ความเข้าใจ เพราะการตื่นตระหนกมาก ก็ทำให้มีคนมารักษาพยาบาลมากทั้งที่ไม่จำเป็น ทำให้โรงพยาบาลรองรับไม่ไหว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการเชิญ นพ.ธีระวัฒน์ เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ได้ออกจากห้องประชุมก่อน โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว พร้อมกันนี้ยังขอหมายเลขโทรศัพท์สถานีโทรทัศน์เพื่อยกเลิกการนัดสัมภาษณ์ ซึ่ง นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า หลังจากนี้ตนคงไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ แล้ว เพราะที่ถูกกระทรวงสาธารณสุขเชิญมาในวันนี้ ก็เพื่อบอกว่า จากนี้กระทรวงจะเป็นผู้ให้ข่าวเอง ซึ่งหากจะเชิญมาบอกแค่นี้ ตนก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องเชิญตัวแทนคณะแพทย์มาเยอะแยะ ซึ่งต่อจากนี้ตนจะไม่พูดอะไรแล้ว

 ด้าน ศ.นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ทั้งอัตราการป่วย ความรุนแรงของโรค ไม่แตกต่างจากโรคไข้หวัดใหญ่ฤดูกาล แต่ความตื่นตระหนกของประชาชนเกิดจากนำเสนอข้อมูลและข่าวที่สับสน ทำให้ประชาชนแห่ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น และบางรายยังขอตรวจหาเชื้อ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่โรงพยาบาลศิริราชเท่านั้น แต่เป็นในโรงพยาบาลทุกแห่ง

 “ ศิริราชแต่ละวันมีผู้ป่วยนอกมารักษา 3,000-4,000 รายต่อวันอยู่แล้ว แต่ในช่วงนี้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นหลายร้อยคน ต่างมาขอตรวจไข้หวัดทั้งนั้น บางทีก็ขนมาตรวจหาเชื้อกันเป็นรถกระบะ เป็นรถบัส เพราะแม้แต่ที่บำราศก็มีการตั้งเต็นท์นอกโรงพยาบาลโดยเฉพาะเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ ทุกคนก็อยากให้โรงพยาบาลตรวจหาเชื้อให้ แต่ในความเป็นจริงไม่จำเป็น จะตรวจเฉพาะรายที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะส่งผลต่อระบบการรักษาพยาบาลได้ ” ศ.นพ.สมหวัง กล่าว และว่า ประเทศไทยถือว่าค่อนตื่นตระหนก เนื่องจากากรให้ข้อมูลของกระทรวงในระยะแรก ที่เตือนประชาชนระวัง เพราะในขณะนี้ไม่ใครทราบว่าโรคนี้เป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว ซึ่งในต่างประเทศก็ไม่สนใจและเห็นว่าเป็นหวัดธรรมดาไปแล้ว

 ขณะที่ พญ.ทิพวรรณ นาคจินดา ที่ปรึกษาโครงการฝึกอบรมด้านระบาดวิทยา ศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (ซี.ดี.ซี.)   กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไทยจะต่างจากสหรัฐฯ และประเทศเขตหนาว ที่จะมีช่วงการระบาดสูงสุด แต่ของไทยจะมีการระบาดแบบต่อเนื่องทั้งปี ซึ่งอัตราการป่วยและเสียชีวิตของไทยก็ไม่ได้สูงกว่าประเทศอื่นๆ และอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เพราะแม้แต่ในสหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากก็ยังอยู่ที่ 0.5% แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย การควบคุมในสหรัฐฯ นั้น เมื่อมีการแพร่ระบาดทุกคนก็จะร่วมมือกัน เช่น หากมีการสั่งปิดโรงเรียนก็จะปิดทันที และจะมีการสอนชดเชยในภายหลัง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะวิชาความรู้ก็ยังได้อยู่ไม่ได้มีผลกระทบ อย่างไรก็ตามยอมรับสหรัฐฯ ไม่มีโรงเรียนกวดวิชาเหมือนไทย แค่เพียงรัฐบาลไทยสั่งปิดโรงเรียนกวดวิชา ก็ไม่ได้รับความร่วมมือแล้ว และยังออกมาคัดค้าน เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ แต่ในสหรัฐฯ ทุกคนจะมองประโยชน์และความรับผิดชอบส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

 พญ.ทิพวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้เท่าที่ดูสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทย เห็นว่า หากจะควบคุมโรคให้ได้ผล ตนขอแนะนำว่า รัฐบาลควรใช้มาตรการที่เด็ดขาด ในการสั่งปิดสถานที่ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ทั้งโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ โรงละคร และควรหยุดกิจกรรมที่คนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยทำเป็นมาตรฐานเดียวกันหมดเช่นกับกับประเทศเม็กซิโกที่ภายหลังการใช้มาตรการนี้พบว่า สามารถหยุดการแพร่ระบาดของโรคอย่างได้ผล อัตราการติดเชื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกันนี้ต้องรณรงค์ให้คนหันมาสวมใส่หน้ากากด้วย ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้หากทำไม่ได้ก็เน้นการขอความร่วมมือประชาชนแทน

 “ มาตรการที่เสนอนั้น รัฐบาลสามารถทำได้เลย ซึ่งหากไม่สามารถปิดสถานที่ต่างๆ หรือหยุดกิจกรรมได้ทั้งหมด ก็ควรเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่มีอัตราการติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ หากทำจริงจังก็ทำได้ไม่ยาก แต่ของไทยมีเรื่องผลประโยชน์และการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การปิดโรงเรียนกวดวิชาส่งผลกระทบประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม นักการเมืองก็ไม่อยากทำ เรื่องนี้หากไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องจะช่วยได้มาก ” พญ.ทิพวรรณ กล่าว และว่า ยืนยันว่า หากดำเนินมาตรการเช่นเดียวกับเม็กซิโก รับรองว่าควบคุมโรคได้แน่นอน เพราะจะเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาด ซึ่งขณะนี้ทราบว่า เชื้อหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มีระยะฟักตัว 2 วัน และผู้ป่วยจะหายได้เอง 2 สัปดาห์ ยกเว้นในรายที่มีอาการรุนแรง แต่หากยังปล่อยไว้ ยิ่งช้าเท่าไหร่ การแพร่ระบาดก็จะติดมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรอตัวเลขผู้ป่วยและอัตราการตายเพิ่มขึ้นไปก่อน ทั้งนี้เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของประเทศ แต่ในทางตรงข้ามจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยมีมาตรการป้องกันโรคที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ

 พญ.ทิพวรรณ กล่าวว่า แม้ว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จะไม่มีความรุนแรง แต่ทาง ซี.ดี.ซี. เป็นห่วงในกลุ่มประเทศที่มีการระบาดทั้งโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ) ที่มีแพร่จากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว และโรคไข้หวัดนก (เอช 5 เอ็น 1 ) ที่มีมีความรุนแรงของโรคมาก อัตราการเสียชีวิตสูง ว่า หากมีการผสมกันระหว่างเชื้อทั้ง 2 ชนิดจนเกิดกลายพันธุ์ จะทำให้เชื้อมีทั้งความรุนแรงและแพร่ได้อย่างรวดเร็ว    

 พญ.ทิพวรรณ กล่าวต่อว่า การใช้หน้ากากเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นไปได้ทุกคนควรใส่หน้ากากเพราะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดได้ถึง 80-90% แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลความสะอาดของหน้ากากด้วย หากไม่ใช้มาตรการข้างต้น และทุกคนหันมาใส่หน้ากากกันหมด ก็ช่วยได้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงคงเป็นไปได้ยาก สำหรับการให้ยาโอเซลทามีเวียร์นั้น ยืนยันว่าต้องให้ยาเฉพาะคนที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ได้ให้กับผู้ป่วยทั้งหมด เพราะขณะนี้ยาต้านไวรัสสำหรับโรคไข้หวัด ซึ่งมีเพียงแค่ 4 ชนิด ขณะนี้มีการดื้อยาไปแล้ว 2 ชนิด หากใช่พร่ำเพรื่อและมีการดื้อยาหมด ไม่มียาใช้รักษาแล้วก็จะลำบาก