
พี่ร้อง-น้องรำสืบสานลิเกเมืองน่าน
พี่ร้อง-น้องรำสืบสานลิเกเมืองน่าน
ในงานสำคัญๆ ของ อ.ปัว จ.น่าน ผู้คนในชุมชนจะมีความสุขไปกับการชม “ลิเกพื้นบ้าน” ฝีมือการร้องรำของเด็กๆ จาก “โรงเรียนบ้านร้อง” ที่มีลีลาท่วงท่าและการร้องรำราวกับมืออาชีพที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมเป็นอันมาก
“คณะลิเกรุ่นเยาว์” ของ “โรงเรียนบ้านร้อง” ได้ให้ความบันเทิงแก่ผู้คนใน อ.ปัว มานานเกือบ 10 ปี ต่อมาในปี 2554 จึงได้นำเอาการแสดงลิเกพื้นบ้านมาผสมผสานกับการสร้างทักษะการอ่านออกเขียนได้ ภายใต้ “โครงการสานสายใยรักการอ่านที่บ้านร้อง” ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมการอ่าน เพิ่มทักษะการพูด ปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้รักและหวงแหนศิลปวัฒนธรรมไทย และร่วมสืบสาน “ลิเกเมืองน่าน” ไม่ให้สูญหาย
นายสมนึก ตาลตา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร้อง กล่าวว่า“การฝึกลิเกไม่เพียงแต่จะสามารถช่วยสืบสานการแสดงพื้นบ้านของน่านได้เท่านั้น เด็กที่เข้ามาอยู่ในโครงการลิเกก็มีผลการเรียนที่ดีขึ้นมาก สามารถสอบเลื่อนชั้นมัธยมศึกษาในห้องต้นๆ ได้ คณะครูจึงมาวิเคราะห์กันว่า การฝึกเล่นลิเก เล่นละคร และเล่นดนตรีไทย มีส่วนช่วยทำให้เด็กมีทักษะการอ่าน เขียน และมีพัฒนาการด้านสมองมากขึ้น”
จากผลดีที่เกิดขึ้น คณะครูของโรงเรียนบ้านร้องจึงมีความคิดที่จะขยายผลกิจกรรมลิเกรุ่นเยาว์ไปสู่การให้ความรู้ด้านสุขภาวะในหมู่นักเรียนและกระจายความรู้ไปสู่ชุมชนโดยใช้ “ลิเก” เป็นสื่อ จึงเกิดเป็น “โครงการสุขภาพดีที่บ้านร้อง (ลิเกสุขภาพ)”ขึ้นภายใต้ “โครงการต่อยอดพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้เพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชน” โดยมี สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน
นายสุวิทย์ สวนดอกไม้ ครูผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า “ช่วงปี 2556 พอเข้าร่วมโครงการ เราได้มีการปรับบทลิเกให้เน้นไปในเรื่องของการให้ความรู้ในด้านสุขภาวะด้านต่างๆ โดยเด็กๆ จะต้องฝึกทักษะในทุกด้านต้องผสมผสานทั้งการอ่านและการแสดง แต่เราก็ได้เห็นการพัฒนาของเด็กอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กจะไม่เพียงแต่เรียนดี ยังกล้าแสดงออก ร่างกายแข็งแรงเพราะได้ออกกำลังกายจากการร่ายรำ รวมทั้งเด็กและผู้ชมยังสามารถนำเอาสาระความรู้ด้านสุขภาวะที่ได้จากบทลิเกไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้”
สำหรับบทลิเกสุขภาวะที่ได้รับความนิยมเป็นบทละครที่คิดขึ้นมาใหม่คือเรื่อง “น้ำตาแม่” โดยจะสอดแทรกเรื่องของพิษภัยของสุรา ยาเสพติด การพนัน ที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ ที่อาจส่งผลทำให้ครอบครัวแตกแยกสร้างปัญหาต่างๆ ให้แก่สังคมได้
นางระบอบ สุทำแปง ผู้ปกครองของนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น ชั้น ป.4 เล่าว่า “ตอนแรกไม่กล้าตัดสินใจให้ลูกชายเข้าโครงการ เพราะกลัวลูกจะโกหกว่ามาซ้อมแล้วแอบไปเล่น อีกอย่างคือลูกสมาธิสั้นกลัวจะฝึกไม่ได้และเสียการเรียนแต่ฝึกไปได้สักพักผลการเรียนก็ดีขึ้น เขามีสมาธิมากขึ้น ทางบ้านก็เห็นว่าเขามีพัฒนาการดีขึ้นก็เลยสนับสนุนเต็มที่”
ด.ญ.ชนกนันท์ มหาศาล นักเรียนชั้น ป.4 เล่าว่า “เมื่อก่อนเวลาว่างก็เล่นกับเพื่อน แต่เดี๋ยวนี้ ใช้เวลาว่างฝึกออกเสียง ฝึกรำ ก่อนจะแสดงลิเกได้คุณครูให้ท่องบทพอคล่องแล้วถึงจะได้เล่น เรื่องที่เล่นตอนนี้ก็คือ เรื่องน้ำตาแม่ ทำให้หนูได้ความรู้ และรู้ว่า การพนันเป็นสิ่งไม่ดี ทำให้คนอื่นเดือดร้อน หนูได้เอาไปบอกครอบครัวด้วย แม่ชอบให้หนูเรียนลิเก”
“เราจะดำเนินงานไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นได้ชัดเจนว่า ลิเกสามารถช่วยในเรื่องพัฒนาการให้กับเด็กหลายๆ ด้าน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ นอกจากได้ความรู้ แล้วยังได้คติสอนใจซึ่งจะซึมซับสิ่งเหล่านี้ และติดตัวไปตลอด และสามารถถ่ายทอดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้อีกด้วย” ครูสุวิทย์ กล่าวสรุป



