ไลฟ์สไตล์

 กระทุ้งพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรก่อนไทยจะหล้าหลังกว่าที่เป็น

กระทุ้งพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรก่อนไทยจะหล้าหลังกว่าที่เป็น

30 มี.ค. 2558

กระทุ้งพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรก่อนไทยจะหล้าหลังกว่าที่เป็นอยู่ : ดลมนัส กาเจรายงาน

                 หากมองภาพรวมประเทศไทยนั้นถือเป็นศูนย์กลางการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เพราะเป็นประเทศเกษตรกรรมมายาวนาน แต่ในความเป็นจริงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นทั้งยุโรปแม้แต่เอเชียด้วยการเองอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน อินเดีย หรือเกาหลีใต้ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังหล้าหลังในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อย ที่ยังยึดรูปแบบการเกษตรเดิมๆ เน้นใช้แรงงานคนเป็นหลัก จะเห็นได้จากภาคการผลิตของพืชเศรษฐกิจหลักไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการปศุสัตว์ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลให้ภาคการเกษตรไทยมีต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตยังด้อยคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา สิ่งที่ตามมาเกษตรกรอยู่ในภวังค์แห่งความยากจน 

ถึงเวลาไทยต้องพัฒนาเครื่องตัดอ้อย

                 นายสมพล รัตนาภิบาล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สะท้อนบนเวทีสัมมนาหัวข้อ "นวัตกรรม และการขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่ตลาดโลก" จัดโดย บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ณ โรงแรมโซฟิเทล เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลทรายรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีการส่งออกเป็นอันดับ2 ของโลกรองบราซิลที่ผลิตน้ำตาลได้ปีละ 41 ล้านตัน บริโภคภายในประเทศ 12 ล้านตัน ที่เหลือส่งออกไปทั่วโลก

                 ส่วนไทยผลิตน้ำตาลทรายได้ปีละ 10 ล้านตัน บริโภคภายในประเทศ 2.5 ล้านตัน ส่งออก 7.5 ล้านตัน มีโรงงานน้ำตาลทั้งหมด 50 โรงงาน มีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศกว่า 10 ล้านไร่ มีเกษตรกรปลูกอ้อยที่ขึ้นทะเบียนกว่า 3 แสนราย คาดว่ามีประชากรที่คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน โดยเฉพาะที่เป็นแรงงานตัดอ้อยมากที่สุด 

                 องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟไอโอ ประมาณการว่า ในปี 2563 การบริโภคน้ำตาลทรายจะเพิ่มขึ้นอีก 8 ล้านตัน ถือเป็นโอกาสของประเทศไทย แต่ถ้ายังใช้แรงงานคนมาตัดอ้อยจะไม่ทันกินแน่นอน ขณะนี้บางโรงงานได้มีการทำโมเดลฟาร์มที่สามารถใช้เครื่องตัดอ้อยได้ จะประหยัดแรงงานและเวลาได้ ถึงเวลาที่ไทยจะต้องพัฒนาเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือให้ทันสมัย ที่สามารถใช้ในการเก็บเกี่ยวในไร่อ้อยได้จำนวนมาก เพราะอ้อยใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน อาทิ กากชานอ้อยมีปีละ 28 ล้านตัน สามารถส่งเข้าโรงงานเพื่อผลิตไฟฟ้าได้อีกปีละ 1,500 เมกะวัตต์


โรงงานแป้งมันจะลงขันซื้อเครื่องจักร


                 เช่นเดียวกับนายนุวัฒน์ ฤทัยยานนท์ อุปนายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ระบุว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 6-7 ล้านไร่ มีผลผลิตกว่า 40 ล้านตัน มีโรงงานแป้งมันสำปะหลังเกือบ 100 โรง และมีเกษตรกรที่อยู่ในแวดวงการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับมันสำปะหลังนับล้านคน เพราะต้องใช้แรงงานเป็นหลักโดยเฉพาะช่วงขุดหัวมันที่ต้องจ้างแรงงานต่างด้าว ตรงนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องส่งเสริมด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งตอนนี้ทราบว่าบริษัทเมืองทองฯ จะจัดงาน "ซีมา อาเซียน ไทยแลนด์" ที่ประเทศไทยในเดือนกันยายนนี้ น่าจะมีเทคโนโลยีเครื่องจักรกลใหม่ๆ มาโชว์ ที่สามารถนำมาใช้ หากคาราแพงไปเกษตรกรคงสู้ไม่ไหว บรรดาโรงแป้งมันในนามสมาคมแป้งมัน มองว่าถ้าไทยทำต้นแบบสำเร็จ โรงแป้งมันจะลงทุนสร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวหัวมันเองโรงละ 3-4 เครื่อง เพื่อให้ชาวไร่เช่าในราคาที่ถูก


ไทยเมินเทคโนโลยีเกษตรมา 20 ปีแล้ว

                 ส่วนนายณรงค์ สกุลศิริรัตน์ อุปนายกสมาคมเครื่องจักรกลไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่การผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรสาบสูญไป 20 ปีแล้ว แต่เรากลับมุ่งเน้นในการผลิตรถยนต์มากเกินไป ทำให้กระบวนการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรไม่ทันต่อเหตุการณ์ มาถึงวันนี้ไทยต้องปรับแล้วว่าจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรสำหรับพืชเศรษฐกิจหลัก เพราะในความเป็นจริงพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ต้องอาศัยเครื่องจักรกลทั้งหมด

                 "ทุกวันนี้ไทยส่งออกเครื่องจักรกลเกษตรปีละ 2 หมื่นล้านบาท เป็นเครื่องจักรกลที่ต่างชาติมาลงทุนในไทย เรานำเข้า 2.9 หมื่นบาท แต่ถ้าไทยไม่พัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้ ต่อไปไม่ต้องพูดถึง ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่เขาไปไกล แต่เรามาลองดูเวียดนามตอนนี้เขาพัฒนาไปไกลแล้วเหมือนกัน ปีนี้จะมีงานซีมา อาเซียน  คนไทยจะได้เห็นถึงความคืบหน้าด้านเทคโนโลยีของประเทศที่พัฒนาแล้วได้บ้าง" นายณรงค์ กล่าว

                 ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่สะท้อนบนเวทีเสวนา เพื่อเป็นการชิมลาง ก่อนที่จะได้ดูของจริงในงาน "ซีมา อาเซียน ไทยแลนด์ 2015" ซึ่งเป็นการนำงานซีมา ปารีส มาจัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 17-19 กันยายน