
ขจัดขยะในใจคนแต่ต้นทาง แทนผลักดัน 'โรงไฟฟ้าจากขยะ'
29 มี.ค. 2558
รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ขจัดขยะในใจคนแต่ต้นทาง แทนผลักดัน 'โรงไฟฟ้าจากขยะ'
“ขยะที่จัดการยากที่สุดคือ ขยะที่อยู่ในใจคน" .... นี่คือถ้อยคำพูดของผู้ประกอบการรีไซเคิลขยะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งได้กล่าวไว้ในงานสัมมนาแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้
ในระยะเวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมา เหตุการณ์สำคัญๆ ที่ตกเป็นข่าวอยู่เป็นประจำก็คือ เหตุการณ์เพลิงไหม้บ่อขยะในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หรือต.กบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เป็นต้น เหตุการณ์การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาลในพื้นที่ต่างๆ เช่น ที่ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
หรือเหตุการณ์การรั่วไหลปนเปื้อนของสารอันตรายออกจากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่พื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน เช่น การรั่วไหลของน้ำกากส่าจากโรงงานผลิตน้ำตาลและเอทานอลในพื้นที่ของต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว สิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่เกิดจากการจัดการขยะหรือของเสียที่ผิดพลาดขาดซึ่งหลักวิชาการและหลักธรรมาภิบาล
จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ จนถึงขั้นวิกฤติ และไม่มีทีท่าว่าหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง อย่าง กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถดำเนินการแก้ไขได้ นี่จึงเป็นที่มาที่ไปของการยกระดับปัญหาขยะให้เป็นวาระแห่งชาติ และมีโรดแม็พเกี่ยวกับการจัดการขยะ ในยุคที่ คสช.(คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ขึ้นมามีอำนาจ
แนวทางการจัดการขยะของรัฐบาลในยุคนี้ก็คือ ต้องการจัดการกับขยะค้างเก่าที่ล้นประเทศให้หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็ต้องการให้กระบวนการจัดการนี้ได้รับประโยชน์สูงสุดในหมู่พวกพ้องกันเอง นี่จึงเป็นที่มาที่ไปของ โครงการ “โรงไฟฟ้าจากขยะ”
คำถามที่สำคัญก็คือ โรงไฟฟ้าจากขยะ จะสามารถตอบโจทย์ทุกข้อของรัฐบาลได้หรือไม่ จะเป็นการแก้ปัญหาขยะได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ หรือจะเป็นการสร้างปัญหารูปแบบใหม่มาซ้ำเติมชาวบ้านและสิ่งแวดล้อมให้หนักขึ้นไปอีกหรือไม่
ในส่วนของภาคประชาชน ถ้าติดตามข่าวคราวอย่างต่อเนื่องจะเห็นได้ว่า เพียงในเวลาไม่นานนักหลังจากมีนโยบายที่จะสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะทั่วประเทศ ชาวบ้านในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด ต่างออกมาคัดค้านโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นที่ต.พระอาจารย์ ต.พรหมณี ต.ทรายมูล อ.องครักษ์ จ.นครนายก หรือที่ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี หรือล่าสุดที่ต.หนองอีรุณ อ.บ้านบึง และต.เขาคันทรง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ถามว่าทำไมชาวบ้านเมื่อรู้ข่าวว่าจะมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะมาลงในพื้นที่ จึงพร้อมใจกันออกมาคัดค้านเช่นนี้ เหตุผลก็คือ ชาวบ้านไม่เคยไว้วางใจการจัดการขยะของรัฐบาล เหตุเพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหงทั่วประเทศที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดๆ ไม่เคยแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงได้เลยและยังปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังมาจนถึงทุกวันนี้
คำถามก็คือ ในเมื่อขยะเก่ายังตกค้างอยู่ทั่วประเทศ และขยะใหม่ก็เพิ่มขึ้นทุกวันๆ แล้วเราจะจัดการกับมันยังไง
หลายเดือนที่ผ่านมา มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจากหลายพื้นที่ ซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการจัดการขยะที่ล้มเหลว ได้รวมตัวกันจัดตั้งเครือข่ายขึ้นมาในนาม “เครือข่ายศึกษาและติดตามปัญหาขยะ" เพื่อเสนอแนวทางการจัดการขยะในมุมมองของภาคประชาชน โดยได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลผ่านกรมควบคุมมลพิษในหลายช่องทางด้วยกัน
ในข้อเสนอเรื่องการจัดการขยะที่ยั่งยืนในมุมมองของภาคประชาชนโดยหลักๆ ก็คือ “รัฐบาลต้องหันกลับมาจัดการกับขยะที่ต้นทาง แทนที่จะจัดการกับขยะที่ปลายทาง” กล่าวคือ รัฐต้องลดการผลิตขยะที่ต้นทางและนำกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด ด้วยวิธีการนี้ ถ้ารัฐส่งเสริมและผลักดันให้ทุกพื้นที่ทำอย่างจริงจัง จะสามารถนำขยะกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และจะเหลือขยะเพียงไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่จะต้องนำไปกำจัด และนั่นก็หมายความว่า เมื่อมีขยะน้อย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนรอบสถานที่กำจัดขยะก็จะน้อยตามไปด้วย นี่ต่างหากที่รัฐจะต้องทุ่มเทงบประมาณไปเพื่อการนี้
แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ต่อ “(ร่าง)พระราชบัญญัติการบริหารจัดการขยะแห่งชาติ" ที่กรมควบคุมมลพิษจัดขึ้น ในหลายเวที ภาคประชาชนได้นำเสนอเรื่องการจัดการขยะที่ยั่งยืนตามแนวทางนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความสนใจ กระทั่งละเลยต่อข้อเสนอของภาคประชาชน
กรมยังมุ่งหน้าตรากฎหมายตามความคิดเห็นของตัวเองและพวกพ้อง ซึ่งโดยหลักก็คือต้องการให้เกิดโครงการ “โรงไฟฟ้าจากขยะ" ให้ได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาขยะที่ปลายทาง ไม่ว่าจะฝังกลบหรือเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าก็ล้วนแต่สร้างปัญหาให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดทาง ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คำพูดที่ว่า “ขยะที่จัดการยากที่สุด คือขยะในใจคน” จึงยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกวันๆ.....
---------------------
ข้อมูลฟ้อง 'ขยะ' กำลังวิกฤติ
ดูเหมือนปัญหามลพิษจากขยะของไทย เริ่มส่งผลกระทบขั้นวิกฤติเมื่อปี 2556-2557 เนื่องจากมีขยะสะสมจำนวนมหาศาลถูกกองทิ้งสูงเป็นภูเขา รวมทั้งมีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม จนก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนตามมา
และถ้ายังจำกันได้ จากปัญหาดังกล่าว ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกับประกาศเป็น "วาระแห่งชาติ" ที่ต้องจัดการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยมีโรดแม็พจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการดำเนินการตามแผนระยะสั้น ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง โดยแบ่ง "ขยะ" ออกเป็น 3 ประเภท คือ ขยะเก่า ขยะใหม่ และของเสียอันตราย
โดยขยะเก่าที่สะสมตกค้างเมื่อปี 2556 มีจำนวน 28 ล้านตัน เทียบเท่าตึกใบหยก 2 จำนวน 144 ตึก แต่มาถึงปี 2557 ขยะตกค้างมี 14.8 ล้านตัน เทียบเท่าตึกใบหยก 2 จำนวน 77 ตึก ลดลงจากปี 2556 ถึง 13.2 ล้านตัน หรือลดลง 47 เปอร์เซ็นต์
จังหวัดที่มีขยะตกค้างเข้าขั้นวิกฤติ 5 อันดับแรก เมื่อปี 2556 คือ สงขลา สมุทรปราการ กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช และเพชรบุรี ตามลำดับ ต่อมาปี 2557 อันดับเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะสงขลา จากที่เคยเป็นอันดับหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 30
ส่วนอันดับหนึ่งที่ขึ้นมาแทนที่ จ.สงขลา คือ สมุทรปราการ รองลงมาคือ นครศรีธรรมราช กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และขอนแก่น ตามลำดับ
สำหรับพื้นที่สมุทรปราการนั้น หากพิจารณาตัวเลขขยะสะสมแล้วพบว่า แทบไม่ได้จัดการ โดยเมื่อปี 2556 มีขยะสะสมประมาณ 2.06 ล้านตัน ผ่านไปหนึ่งปีขยะสะสมอยู่ที่ 2 ล้านตัน
"ขยะใหม่" จากเดิมในปี 2556 มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นใหม่ 26.8 ล้านตัน เทียบเท่าตึกใบหยก 2 จำนวน 137 ตึก แต่เมื่อปี 2557 มีขยะใหม่ 26.2 ล้านตัน เทียบเท่าตึกใบหยก 2 จำนวน 134 ตึก จะเห็นว่าขยะใหม่ลดลง 0.6 ล้านตัน หรือลดลง 2 เปอร์เซ็นต์
ด้านการจำกัดขยะพบว่า มีการกำจัดอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น 0.48 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ แต่ในเรื่องการนำไปใช้ประโยชน์กลับลดลง 0.4 ล้านตัน หรือคิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบอัตราการผลิตขยะต่อคนต่อวันระหว่างปี 2556 และ 2557 พบว่า อัตราการผลิตขยะลดลงไปประมาณ 0.04 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน
สำหรับสถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศ ในปี 2556 มี 2,490 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นสถานที่กำจัดขยะแบบถูกต้องเพียง 466 แห่ง มาถึงปี 2557 ปิดไป 40 แห่ง เหลือ 2,450 แห่ง แต่สถานที่กำจัดแบบถูกต้องเพิ่มเป็น 480 แห่ง
ทั้งนี้ มีสถานที่กำจัดขยะที่ก่อสร้างเสร็จแล้วแต่ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ เนื่องจากถูกต่อต้านและมีปัญหาการเมืองท้องถิ่นมากถึง 18 แห่ง
ในจำนวนนี้ก่อสร้างเสร็จแล้วแต่เปิดดำเนินการไม่ได้ 16 แห่ง อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ชัยนาท สมุทรสาคร ปทุมธานี นครนายก กาญจนบุรี สมุทรสงคราม อุดรธานี อุบลราชธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และนครศรีธรรมราช ส่วนอีก 2 แห่ง อยู่ที่ จ.ตาก และบุรีรัมย์ ยังก่อสร้างไม่เสร็จ
ส่วนการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานนั้น มีพื้นที่ที่มีศักยภาพ จำนวน 32 แห่ง ขณะนี้เปิดดำเนินแล้วใน 2 พื้นที่ คือ ภูเก็ต และสงขลา ส่วนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมี 3 แห่ง คือ กรุงเทพฯ พัทลุง และขอนแก่น
"ของเสียอันตราย" ในปี 2557 ทั่วประเทศมีขยะมูลฝอยชนิดของเสียอันตรายประมาณ 2.69 ล้านตัน แบ่งเป็นของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรม 2.06 ล้านตัน หรือคิดเป็น 77 เปอร์เซ็นต์ เป็นของเสียอันตรายชุมชน 0.58 ล้านตัน หรือคิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 0.05 ล้านตัน หรือ 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นมูลฝอยติดเชื้อ
ภาพรวมของเสียอันตรายเกือบครึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ ตามลำดับ
สำหรับ "ของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม" พบว่าลดลงจากปี 2556 จำนวน 0.6 ล้านตัน อาจเป็นเพราะมาตรการส่งเสริมการลดของเสียจากระบวนการผลิต แต่ก็ยังพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 6 ครั้ง โดยเฉพาะใน จ.ระยอง และชลบุรี
ส่วน "ของเสียอันตรายจากชุมชน" พบว่า ในปี 2557 ปริมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ประมาณ 2.4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ร้อยละ 65 เป็นซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยอันดับหนึ่งได้แก่ โทรทัศน์ รองลงมาคือ เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ตามลำดับ
ขณะเดียวกันพบของเสียอันตรายชุมชนที่นอกเหนือจากซากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเป็นแบตเตอรี่ชนิดตะกั่วมากถึง 65 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ แบตเตอรี่แห้ง หลอดไฟ และภาชนะบรรจุสารเคมี ตามลำดับ
สำหรับของเสียอันตรายประเภท "มูลฝอยติดเชื้อ" ปี 2557 มี 52,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ประมาณ 15,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ส่วนการกำจัดทำถูกต้องประมาณ 33,055 ตันต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 64 โดยผ่านเตาเผาของเอกชน และโรงพยาบาลเอกชน
ส่วนที่เหลือถูกทิ้งรวมกับขยะมูลฝอยชุมชนหรือนำไปกำจัดในสถานที่กำจัดขยะชุมชนหรือลักลอบทิ้ง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ต้องเข้มงวดกวดขันให้มากขึ้น
---------------------
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ขจัดขยะในใจคนแต่ต้นทาง แทนผลักดัน 'โรงไฟฟ้าจากขยะ' : โดย ... ดร.สมนึก จงมีวศิน , ทิวา แตงอ่อน ตัวแทนเครือข่ายประชาชนศึกษาและติดตามปัญหาขยะ)



