ไลฟ์สไตล์

เร่งปลดล็อกระบบขนส่ง'อาร์3เอ'สร้างมิติใหม่สินค้าเกษตรไทย-จีน

เร่งปลดล็อกระบบขนส่ง'อาร์3เอ'สร้างมิติใหม่สินค้าเกษตรไทย-จีน

30 มี.ค. 2558

เร่งปลดล็อกระบบขนส่ง'อาร์3เอ'สร้างมิติใหม่สินค้าเกษตรไทย-จีน : ดลมนัส กาเจรายงาน

               หลังจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนอนุญาตให้ไทยนำเข้าสินค้าเกษตร 23 ชนิดภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีสินค้าผักและผลไม้ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2546 และให้ลดภาษีนำเข้าของ 2 ประเทศ ให้ลงเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 หรือ 11 ปีที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นตลาดผลไม้ของไทยใหญ่ที่สุด โดยทุเรียน ลำไย และมังคุด รวมถึงกล้วยไข่และขนุน ส่งออกผ่าน 4 เส้นทางด้วยกันคือ เดิมจะเป็นทางเรือจากแหลมฉบังถึงมณฑลกวางโจว และเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางทางฟากฝั่งทะเลจีน

               ปัจจุบันได้มีการเพิ่มเส้นทางบก จากมุกดาหาร เข้าเส้นทางถนนหมายเลข อาร์ 9  ผ่านดานัง ฮาติง เข้าพักที่ฮานอย แล้วสู่กรุงปักกิ่ง เป็นศูนย์กลางการกระจายผลไม้ไทยไปยังภาคเหนือของจีน และล่าสุดกำลังเป็นที่สนใจของผู้ส่งออก คือเส้นทาง อาร์3 เอ (R 3A) จากเชียงของ จ.เชียงรายของไทย ผ่านเมืองห้วยทราย บ่อแก้ว หลวงน้ำทา บ่อเต็น ของลาว เข้าสู่เมืองโมห่าน เมืองล่า จิ่งหง เชียงรุ่ง คุนหมิง มณฑลยูนนาน  มีระยะทางประมาณ 1,104 กก.เพื่อไปพักที่มณฑลเสฉวน กระจายผลไม้ไทยสู่ภาคใต้ และชายแดนทิเบต หรือจะเข้ามาสู่ปักกิ่ง

               จากการที่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับนายหยวง ฮ่งคาย รองประธานกรรมการตลาดซินฟาดี้ (เมื่อ 3 ปีก่อน) ทราบว่าตลาดซินฟาดี้ เป็นตลาดที่นำเข้าผลไม้จากทั่วโลกของเทศบาลนครปักกิ่งนั้น เป็นศูนย์กลางในการนำเข้าผลไม้จากทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของจีนรวมถึงปักกิ่งด้วย ในแต่ละปีมีการนำเข้าผลไม้มีมูลค่าคิดเป็นเงินไทยกว่าปีละนับหมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้มีผลไม้ที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด อาทิ ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ ขนุน กล้วยไข่ และเงาะเป็นต้น โดยมีบริษัทเครือข่ายของจีนในประไทยเป็นผู้จัดส่งผ่านถนนหลายเลข 9 หรืออาร์ 9 จากมุกดาหารผ่านเวียดนาม เข้าสู่จีนและปักกิ่งโดยใช้เวลา 36 ชั่วโมง
 
               แม้ว่าเส้นทางใหม่เส้นทางอาร์ 3 เอ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะส่งออกผลไม้ไทยไปยังจีน ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าผลไม้จากไทยไปจีนที่มีศักยภาพสูง และกำลังได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในจังหวัดภาคเหนือของไทยและผู้ประกอบการในจีนตอนใต้ เนื่องจากใช้เวลาขนส่งสินค้าเพียง 4-5 วันถึงจุดหมายปลายทาง ที่เร็วกว่าการขนส่งทางเรือที่ใช้เวลานานถึง 8-10 วัน ทำให้สามารถส่งผลไม้ต้นฤดูเข้าตลาดได้อย่างรวดเร็วและได้ราคาดี  แต่กระนั้นการขนส่งบนเส้นทางอาร์ 3 เอ ก็มีปัญหาและอุปสรรคบางประการที่ขัดขวางไม่ให้เส้นทางขนส่งนี้ใช้ได้เต็มขีดความสามารถ เนื่องจากต้องมีการเปลี่ยนหัวรถหรือถ่ายสินค้าที่ด่านบ่อเต็น สปป.ลาว เพื่อใช้รถคันใหม่รับช่วงส่งสินค้าไปยังปลายทางคือจากไทยให้ถึงจีน หรือจากจีนเพื่อให้มาถึงประเทศไทย

               กระนั้นปัญหาเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากนายธีระ รัตนพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ว่า หลังเส้นทางอาร์ 3 เอจากไทยไปจีนเปิดใช้ ส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกผลไม้จากไทยไปจีนผ่านเส้นทางนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปี 2553 มีปริมาณส่งออก 12,234 ตัน มูลค่า 198.6 ล้านบาท ในปี 2556 ส่งออกเพิ่มเป็น 112,585 ตัน มูลค่ากว่า 1,564 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะต้องมีการขนถ่ายสินค้าที่ด่านบ่อเต็นของ สปป.ลาว แต่ผู้ประกอบการของไทยไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาต่อการส่งออกผลไม้ไทย ส่วนใหญ่มีการปรับตัวและร่วมมือกับผู้ประกอบการของจีนอย่างดี สามารถจับคู่ขนถ่ายสินค้าระหว่างกัน โดยรถของไทยสามารถขนส่งผักและผลไม้เมืองหนาวจากยูนนานกลับมายังไทย ซึ่งไม่ต้องตีรถว่างกลับมา

               ส่วนกรณีการตัดผนึก และเปิดตู้ขนส่งสินค้าที่ด่านบ่อเต็น ไทยและจีนรับทราบถึงปัญหานี้ เป็นปัญหาที่ต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย คือ รถขนส่งผลไม้ไทยสามารถนำใบรับรองสุขอนามัยพืช (พีซี) ที่ออกโดยด่านตรวจพืชเชียงของ และการตัดผนึกที่ถูกตัดไปยื่นต่อสำนักงานควบคุมตรวจสอบและกักกันโรคที่ด่านโม่หานของจีนได้ไม่มีปัญหา

               ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยอมรับว่า การส่งออกสินค้าเกษตรผ่านเส้นทางอาร์ 3 เอ มีปัญหาจริง ที่ทำให้เกิดความล่าช้าเนื่องจากตามความตกลงทวิภาคีไทย-จีน ภายใต้พิธีสารการนำเข้าและส่งออกผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยและจีน ไม่รวมถึง สปป.ลาว ในฐานะประเทศทางผ่านของเส้นทางอาร์ 3 เอ ทางลาวจึงไม่อนุญาตให้รถขนส่งสินค้าไทยหรือจีนผ่านลาวเข้าสู่อีกประเทศได้โดยตรง

               ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องถ่ายสินค้าจากรถของฝ่ายหนึ่งไปยังรถของอีกฝ่าย ที่มารอรับสินค้าอยู่บริเวณจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า ณ ด่านบ่อเต็นของ สปปลาว ส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงขึ้นเที่ยวละ 2,000-3,000 หยวน หรือประมาณ 1-1.5 หมื่นบาท และมีต้นทุนการถ่ายสินค้าที่เป็นพื้นที่ของเอกชน ซึ่งมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย 3,000 บาทต่อคัน ทั้งยังเสียเวลาในการขนถ่ายสินค้า 2-3 ชั่วโมง ที่สำคัญอาจกระทบต่อคุณภาพสินค้า ทำให้ผลไม้เกิดความบอบช้ำเสียหายระหว่างขนถ่ายสินค้าได้

               “ปัจจุบันประเทศไทย ลาว และจีน พยายามเร่งผลักดันการจัดทำบันทึกความเข้าใจ 3 ฝ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่งข้ามพรมแดนบนเส้นทางอาร์ 3 เอโดยเร่งการให้สัตยาบันพิธีสารแนบท้ายความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS CBTA) ซึ่งหากทั้ง 3 ประเทศได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน จะทำให้รถขนส่งสินค้าสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้ และจะช่วยแก้ปัญหาการขนถ่ายสินค้าบริเวณด่านบ่อเต็นของลาวได้ ซึ่งเชื่อว่า ปริมาณการค้าและส่งออกผลไม้ไทยบนเส้นทางนี้ผ่านด่านโม่หานเข้าสู่จีนจะเติบโตและขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกมาก” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

               อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทุกวันนี้เส้นทางอาร์ 3 เอ ถือเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการส่งสินค้าเกษตร-ไทย แต่หาก สปป.ลาว ยอมให้ขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนได้โดยตรง คาดว่าจะทำให้การส่งออกผลไม้ไทยเกิดความคล่องตัวและเติบโตขึ้นมากไปกว่านี้อย่างแน่อน