ไลฟ์สไตล์

ดูไดโนเสาร์...ตากหนาวที่ 'ฟุกุอิ'

ดูไดโนเสาร์...ตากหนาวที่ 'ฟุกุอิ'

29 มี.ค. 2558

เที่ยวนี้ขอเล่า : ดูไดโนเสาร์...ตากหนาวที่ 'ฟุกุอิ' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง [email protected] IG : kan_hongthong

 
                        เป็นเช้าที่แหวกม่านหน้าต่างห้องนอนแล้วมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากสีขาวโพลน ข่าวว่าหิมะตกหนักตลอดทั้งคืน และข่าวร้ายยิ่งกว่าที่วันนี้จะตกแบบนี้ไปตลอดทั้งวัน ข่าวร้ายที่สุดคือ พรุ่งนี้จะตกหนักยิ่งกว่า เชื่อแล้วสิที่ว่า ฟุกุอิ (Fukui) เป็นเขตหิมะหนาแน่นที่สุดใน ญี่ปุ่น (Japan)
 
                        ปากก็บอกไม่รักญี่ปุ่น แต่ฉันก็พาตัวเองไปเดินเล่นในญี่ปุ่นได้ทุกฤดูกาลสิน่า เพิ่งไปเดินสำรวจสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่โตเกียวอยู่หลัดๆ  ฉันก็นั่งเรือบินไปหาญี่ปุ่นกับสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (www.ttaa.or.th) เพื่อสัมผัสลมหนาวในจังหวัดฟุกุอิอีกจนได้ 
 
                        คนปากแข็ง พาตัวเองออกไปเดินเพ่นพ่านตากหิมะเล่นหน้าโรงแรม  ก่อนจะออกเดินทางไปหา พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของฟุกุอิ
 
                        พูดก็พูดเถอะ ฉันไม่เคยเห็นว่าสถานที่แบบนี้อยู่ในสายตามาก่อน แต่เมื่อพาตัวเองมาถึงพิพิธภัณฑ์ซากฟอสซิลไดโนเสาร์ก็ชวนให้ตื่นตะลึงกันตั้งแต่ต้นทาง
 
                        เรื่องของเรื่อง เมืองฟุกุอิเพิ่งสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ จึงพบว่าเมื่อหลายล้านปีก่อนเคยมีไดโนเสาร์อยู่ในพื้นที่ของฟุกุอิ ยิ่งขุดยิ่งพบชิ้นส่วน เจอเกือบ 5,000 ชิ้น พอขุดค้นพบมากเข้า จึงตั้งพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนได้มาเรียนรู้กันอย่างจริงจังไปเลย
 
                        เป็นเรื่องของไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็จริง แต่ตัวอาคารนี่ทันสมัยดีไซน์ล้ำเหลือเกิน เดินเข้ามาแล้วเหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์อะไรที่เกี่ยวกับการดีไซน์มากกว่า ด้านในเขาจะแบ่งเป็นส่วนพื้นที่จัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์  ซากฟอสซิลที่เจอในประเทศต่างๆ ทั้งจากมองโกเลีย จีน แคนาดา และไทย โดยจัดแสดงวิวัฒนาการของไดโนเสาร์อย่างละเอียด
 
                        อย่างน้อยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก็ทำให้ฉันรู้ว่า ซากไดโนเสาร์นั้นถูกค้นพบอีกหลายมุมของโลกนี้ และไดโนเสาร์มีทั้งแบบกินพืชและกินสัตว์ บางมุมสร้างบรรยากาศให้เหมือนกับว่าเรากำลังเดินอยู่ในดงไดโนเสาร์ เพราะนอกจากจะตัวเท่าของจริงแล้ว ยังมีเสียงไดโนเสาร์คำรามอยู่ตลอดเวลาแถมบางตัวเคลื่อนไหวได้อีกแน่ะ นอกจากเด็กๆ จะดูสนุกแล้ว ยังมีพวกคอหนังก็ดูท่าว่าอินไม่แพ้กัน 
 
                        ด้านนอกดูเหมือนหิมะยังไม่ลดราวาศอก แต่ทำไงได้ ฉันยังมีโปรแกรมเดินสายเที่ยวอีกหลายจุด และสถานที่อีกแห่งหนึ่งของฟุกุอิที่ฉันอยากไปชมคือ วัดเซนเก่าแก่อายุราว 800 ปี อย่าง วัดเอฮิจิ (Eiheiji) สำหรับคนที่ฝึกสมาธิแบบเซน พวกเขาคงรู้จักวัดนี้กันดีอยู่แล้ว  
 
                        ไกด์บุ๊กบอกว่า วัดนี้ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาที่ห่มคลุมไว้ด้วยผืนป่า แต่หิมะขาวโพลนแบบนี้ มองไปทางไหนเลยแยกไม่ออกว่าอันไหนป่า อันไหนเขา เดินย่ำหิมะเข้าไปจนถึงชายคาวัด ถึงได้สัมผัสไออุ่น ที่แม้ไม่อุ่นมากนักแต่ก็ยังดีกว่าด้านนอกเยอะ วัดนี้มีพระจำวัดอยู่ราวๆ 160-170 รูป แต่ในวัดกลับเงียบเชียบเคร่งขลังสมกับเป็นวัดเซนจริงๆ 
 
                        ฉันเดินเป่าปากขับไล่ความหนาว แต่หลวงพี่ที่พาเดินทัวร์ภายในวัดกลับเดินเท้าเปล่าอย่างนิ่งสงบ ราวกับว่าความหนาวเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง บริเวณห้องโถงขนาดใหญ่มีภาพวิวทิวทัศน์บนเพดานกว่า 200 ภาพ เรียกว่าต้องนั่งแหงนคอมองความสวยกันจนเมื่อย ยังมีอีกห้องหนึ่งที่หลวงพี่พาไปชม คือห้องที่พระใช้ทำวัตรและเจ้าอาวาสเอาไว้นั่งธรรมเทศนาแก่ลูกวัด ดูด้วยสายตาก็รู้ว่าห้องนี้ใหญ่มาก หลวงพี่บอกใหญ่ขนาดต้องใช้เสื่อตาตามิปูกว่า 200 ผืน จึงจะเต็มห้อง
 
                        หิมะยังคงโปรยปุยสีขาวลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง หลวงพี่ยังคงพาเดินดูอีกหลายมุมของวัด ทั้งมุมที่เป็นประตูทางเข้าหลักของวัดที่สวยงามอย่างยิ่ง แต่ในวันที่ลมหนาวโบกสะบัดหิมะถล่มแบบนี้ ทางวัดจึงต้องนำพลาสติกมากั้นไม่ให้ลมกระพือไปทั่ววัด ฉันว่าหิมะตกวัดเอฮิจิกลับดูสวยๆ หนาวๆ แบบลืมไม่ลง เพราะหากเป็นวันปกติที่อารามไม่ได้ถูกหิมะคลุมคงจะดูเรียบๆ  
 
                        วัดเอฮิจิว่าหนาวแล้ว แต่มีอีกที่หนึ่งคือ ปราสาทมารุโอกะ (Maruoka Castle) ที่หนาวกว่าเยอะ เพราะพลันที่รถจอดแน่นิ่งอยู่หน้าปราสาท หิมะก็ถล่มลงมาเขย่าขวัญกันซะดื้อๆ ครั้นจะนั่งผึ่งฮีตเตอร์อยู่บนรถก็ใช่ที่ เลยเดินตากปรอยหิมะไปเรื่อยเปื่อย ย่องช้าๆ เพราะหิมะทำให้ทางเดินลื่นกว่าปกติ และในยามหิมะตกหนัก กลับสวยยิ่งกว่าเดิม อาจจะหนาวหน่อยแต่ดูเหมือนคนจากเมืองร้อนกลับเพลินอารมณ์ กว่าจะถึงปราสาทมารุโอกะ  อาภรณ์จึงคล้ายมีรังแครังควานเต็มไปหมด 
 
                        ตัวปราสาทดั้งเดิมน่าจะสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แล้ว เรียกว่าเป็นหนึ่งในปราสาทเก่าแก่ของญี่ปุ่นก็ว่าได้ แต่ก็เจอทั้งไฟไหม้และภัยแผ่นดินไหวหนักๆ เมื่อกลางศตวรรษที่ 20 (เขาติดภาพความเสียหายไว้ให้ดูภายในปราสาทด้วย) แต่ต่อมาก็ได้บูรณะขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้เวลามีเทศกาลสำคัญก็มาใช้ที่นี่จัด
 
                          ยังดีที่พอหิมะเริ่มเบาบาง เราก็ไปถึงที่ หน้าผาโทจินโบ (Tojinbo Cliffs) พอดี ความจริงที่นี่ไม่ได้เป็นแค่จุดชมวิวหรอก เพราะแค่ทางลงไปหน้าผาก็มีแต่ข้าวของไว้ให้ช็อปปิ้งกันตลอดทาง แถมยังมีอาหารทะเลให้แวะชิมกันอีกด้วย
 
                        หน้าผาโทจินโบ เป็นงานประติมากรรมที่เกิดจากฝีมือของธรรมชาติล้วนๆ จากหินลาวา นานวันเข้าถูกทั้งคลื่นลมกัดเซาะจนกลายเป็นหน้าผาหินรูปร่างแปลกตาเว้าแหว่งยาวเป็นกิโล  
 
                        สำหรับหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่น นอกจากจะจูงมือมาดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันแล้ว บางคนยังใช้ที่นี่ปลิดลมหายใจตัวเองด้วยการโดดหน้าผาอยู่เป็นประจำ ด้านหนึ่งคือความโรแมนติก หากแต่อีกด้านหนึ่งคือความน่าเศร้า  
 
                        ยืนให้ลมหนาวเฆี่ยนตีอยู่พักใหญ่ จึงแวะไปหาชาอุ่นๆ และตามด้วยโซบะอร่อยๆ สักชาม และเพื่อให้ลึกซึ้งกับเรื่องของโซบะ ฉันเลยเดินทางกันต่อไปที่ พิพิธภัณฑ์โซบะ ที่บอกเล่าวิธีทำโซบะทุกขั้นตอน มีการแสดงวิธีการทำโซบะตั้งแต่ในอดีตจนถึงเป็นโรงงานทำเส้นโซบะในปัจจุบัน
 
                        และญี่ปุ่นมักลงเอยด้วยการขายของ ดูวิธีการทำเสร็จแล้ว มีโซบะอร่อยๆ มาให้ชิม จากนั้นก็พาไปชมและช็อปผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากโซบะกันต่อ 
 
                        ยังไม่จบ มีเส้นโซบะแล้วยังไปบุกโรงงานลูกชิ้นปลากันต่อ ฟุกุอินี่ไม่เบาเลยทีเดียว ทีแรกก็ได้นึกตื่นเต้นอะไร เพราะคิดว่าก็แค่ลูกชิ้นปลา แต่เขามีทีเด็ดตรงที่ให้ทุกคนม้วนลูกชิ้นปลาเข้าไม้ด้วยตัวเอง กว่าจะม้วนได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จากนั้นเอาไปนึ่ง ออกมาเหลืองหอมฉุย พองับลูกชิ้นปลาฝีมือตัวเองเข้าไปทีนี้ล่ะ หยุดไม่อยู่ 
 
                        ทริปนี้เพลิดเพลินเจริญกระเพาะอย่าบอกใคร เพราะได้กินปูและปลาสดๆ เกือบทุกมื้อ สมกับเป็นจังหวัดริมทะเล แถมยังได้แถกไถไปบนหิมะที่เพิ่งโปรยปรายลงมา อาจจะหนาวไปสักหน่อย แต่มันเป็นความหนาวที่เคล้ากับความสวย  
 
 
 
 
 
 
---------------------
 
(เที่ยวนี้ขอเล่า : ดูไดโนเสาร์...ตากหนาวที่ 'ฟุกุอิ' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง  [email protected]  IG : kan_hongthong)