
การเจรจาระหว่างชาติมหาอำนาจและอิหร่าน (1)
27 มี.ค. 2558
ลุงแจ่มเตือนภัย : การเจรจาระหว่างชาติมหาอำนาจและอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ (1)
ตอนนี้อิหร่านกับชาติมหาอำนาจกำลังเจรจาต่อรองกันอย่างขะมักเขม้นโดยหวังว่าจะทำความตกลงควบคุมการดำเนินกิจกรรมด้านนี้ของอิหร่านได้ทันตามกำหนดเส้นตายในเดือนนี้ ที่ผ่านมาอิหร่านยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ แต่ชาติมหาอำนาจเกรงว่าอิหร่านจะดำเนินโครงการนิวเคลียร์เพื่อการทหาร
ผู้นำอิหร่านเองได้ยอมรับข้อตกลงเฉพาะกาลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ แลกกับการที่มหาอำนาจโลกจะผ่อนคลายมาตรการลงโทษในเรื่องพลังงานและภาคการเงิน หลังถูกลงโทษจนเศรษฐกิจไม่กระเตื้องมาเป็นเวลานาน มาดูความเป็นมาเป็นไปเรื่องนี้กัน
เหตุใดจึงมีการลงโทษ?
โครงการการนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายเป็นที่รับรู้ของโลกเมื่อปี 2545 โดยอิหร่านอ้างว่าเป็นโครงการเพื่อสันติ และไม่เคยคิดจะพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ แต่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ ไม่เคยพิสูจน์ข้ออ้างดังกล่าวได้เลย
คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติหกข้อตั้งแต่ปี 2549 ให้อิหร่านหยุดกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และให้อิหร่านร่วมมือกับไอเออีเอ ต่อมาในปี 2555 สหรัฐและสหภาพยุโรปได้เพิ่มมาตรการลงโทษ โดยพุ่งเป้าไปที่การส่งออกน้ำมันและกิจการธนาคาร
เหตุใดจึงเริ่มมีการยกเลิกมาตรการลงโทษ?
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 อิหร่านยอมรับข้อตกลงชั่วคราวกับสหภาพยุโรปและกลุ่มที่เรียกว่า P5+1 คือสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย + เยอรมนี โดยจะยอมระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลาหกเดือน และจะไม่เดินเครื่องหรือป้อนเชื้อเพลิงให้แก่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่เมืองอารัค ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ข้อตกลงเฉพาะกาลฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2557 สิ่งที่อิหร่านจะได้รับจากข้อตกลงก็คือ กลุ่ม พี 5 +1 และสหภาพยุโรปจะผ่อนคลายมาตรการลงโทษในด้านต่างๆ เช่น การส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี การนำเข้าสินค้าและบริการในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ การส่งออกและนำเข้าทองคำและโลหะมีค่าอื่นๆ การนำเข้าอะไหล่เครื่องบินและบริการด้านการบินพลเรือน เป็นต้น ซึ่งจากการประเมินของรัฐบาลสหรัฐ อิหร่านจะได้ประโยชน์กลับคืนรวมแล้วคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000-7,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 195,990 ล้านบาท ถึง 228,660 ล้านบาท
มาตรการลงโทษใดบ้างที่ยังคงอยู่?
มาตรการลงโทษของสหประชาชาติ เช่น ห้ามขายอาวุธหนักและเทคโนโลยีเกี่ยวกับนิวเคลียร์ สกัดกั้นการส่งออกอาวุธ และอายัดทรัพย์สินของบุคคลสำคัญบางคนและบริษัทห้างร้านบางแห่ง
มาตรการลงโทษของอียู เช่น ห้ามซื้อขายสินค้าที่สามารถนำไปใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อายัดทรัพย์สินของบุคคลและองค์กรต่างๆ ที่อียูเชื่อว่ามีส่วนช่วยในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ และห้ามบุคคลเหล่านี้เดินทางเข้าในประเทศภาคีของอียู
ในเดือนมกราคม 2555 อียูอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางอิหร่าน และห้ามซื้อขายทองคำตลอดจนโลหะมีค่าอื่นๆ กับธนาคาร ต่อมาอีกหกเดือนก็ห้ามนำเข้า ห้ามซื้อและห้ามขนส่งน้ำมันดิบของอิหร่าน นับจนถึงเวลานั้นภาคีอียูทั้ง 27 ชาตินำเข้าน้ำมันจากอิหร่านคิดเป็น 20% ของการส่งออกน้ำมันของประเทศ
(ติดตามต่อตอนที่ 2)



