
ดูแลสุขภาพ : ลมชักฉันรักเธอ (2)
26 มี.ค. 2558
ดูแลสุขภาพ : ลมชักฉันรักเธอ (2)
คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคลมชักและคนที่เป็นลมชัก หลายประการ ซึ่งความเข้าใจและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องนั้น ส่งผลกระทบต่อคนที่เป็นลมชักอย่างมาก เช่น เด็กที่เป็นลมชักไม่มีเพื่อนเล่นด้วย จึงไม่ไปโรงเรียน ผู้หญิงที่เป็นลมชักส่วนใหญ่ไม่ได้แต่งงาน เพราะครอบครัวผู้ชายไม่อนุญาตให้ลูกชายแต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นลมชัก ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคลมชัก ดังนี้
1.โรคลมชักเกิดจากการถูกภูตผีปีศาจเข้าสิง หรือถูกลงโทษจากเทพเจ้าที่ถูกต้องคือโรคลมชักเกิดจากความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมอง โดยมีสาเหตุจากสมองได้รับการกระทบกระเทือน สมองขาดเลือดหรือเลือดออกในสอง ติดเชื้อในสมอง เป็นต้น
2.โรคลมชักติดต่อทางน้ำลาย การสัมผัสกับคนที่เป็นลมชักจึงไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่ให้ลูกเล่นหรือร่วมงานกับคนที่เป็นลมชัก ที่ถูกต้องคือ โรคลมชักไม่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัส การรับประทานอาหารร่วมกัน การเล่นร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์
3.คนที่เป็นลมชักไม่สามารถแต่งงานได้ และไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ เพราะจะทำให้อาการชักเป็นมากขึ้น ที่ถูกต้อง คือ คนที่เป็นลมชักสามารถมีเพศสัมพันธ์ แต่งงานได้เหมือนคนอื่นๆ การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้อาการชักเป็นมากขึ้น
4.ผู้หญิงที่เป็นลมชักไม่สามารถแต่งงานและมีลูกได้ ที่ถูกต้อง คือ สามารถแต่งงานได้ มีลูกได้ เพียงแต่ต้องวางแผนครอบครัวให้ดี ถ้ายังควบคุมอาการไม่ได้ และรับประทานยากันชักขนาดสูงหลายชนิดก็ยังไม่ควรมีลูก เพราะลูกที่เกิดจากแม่รับประทานยากันชักอาจมีภาวะพิการแต่กำเนิดได้สูงกว่าแม่ที่ไม่ได้รับประทานยากันชัก
5.การงัดปาก กดปั๊มหน้าอกและยึดรั้งแขนขาผู้มีอาการชัก การช่วยเหลือด้วยวิธีดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือที่ผิด ที่ถูกต้องคือ ไม่ควรกดปั๊มหน้าอก ยึดแขนขา หรืองัดปาก เพราะก่อให้เกิดอันตราย การช่วยเหลือที่ถูกต้องคือ จับนอนลง ตะแคงศีรษะ ไม่ให้สำลักน้ำลายหรืออาหารที่อยู่ในปาก ระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตหรืออันตราย โดยการเคลื่อนย้ายสิ่งของห่างออกจากคนที่กำลังชัก
6.ยากันชักให้รับประทานเฉพาะช่วงที่มีอาการชัก หรือช่วงที่ชักบ่อยๆ เท่านั้น เช่น วันอดนอน วันพระวันโกน ถ้าไม่สบาย ต้องรับประทานยาอย่างอื่น ให้หยุดยากันชักทันที จริงแล้วเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ที่ถูกต้องคือ ต้องรับประทานยากันชักอย่างต่อเนื่องทุกวัน เป็นระยะเวลานานอย่างน้อย 2-3 ปี ถ้าจำเป็นต้องรับประทานยารักษาโรคอื่นๆ ร่วมด้วย ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบว่าตนเองเป็นลมชัก รับประทานยากันชักชนิดใด เพื่อหลีกเลี่ยงยาที่อาจเสริมหรือต้านฤทธิ์กันได้
7.เด็กที่เป็นลมชักไม่สามารถเรียนหนังสือร่วมกับเด็กทั่วไปได้ เพราะมีระดับสติปัญญาไม่ปกติ ความเชื่อความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ที่ถูกต้อง คือ เด็กที่เป็นลมชักสามารถเรียนหนังสือ ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กทั่วไปได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนในโรงเรียนพิเศษสำหรับเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
8.คนที่เป็นลมชักสามารถขับรถได้ การปฏิบัติตัวแบบนี้ไม่ถูกต้องแน่นอน แต่คนที่เป็นลมชักส่วนมากแล้วไม่ทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ กรณีมีอาการชักขณะขับรถ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงแก่เสียชีวิตได้ ที่ถูกต้องคือ คนที่เป็นลมชักไม่ควรขับรถ จนกว่าจะควบคุมอาการชักได้นานอย่างน้อย 12 เดือน การขับรถในขณะที่ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตได้สูง จึงไม่ควรขับรถ ไม่ว่าจะใกล้แค่ไหนก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายห้ามคนที่เป็นลมชักขับรถ
9.โรคลมชักเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต ส่งผลให้คนที่เป็นลมชักขาดกำลังใจ เบื่อหน่าย จึงไม่รับประทานยาให้สม่ำเสมอ ที่ถูกต้อง คือ โรคลมชักเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ การรับประทานยาก็ไม่ต้องรับประทานตลอดชีวิต ร้อยละ 60 ของคนที่รับประทานยากันชักต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2-3 ปี มีโอกาสควบคุมการชักได้ดีและหยุดยาได้
10.คนที่เป็นลมชักไม่ควรรับประทานเนื้อหมู เพราะหมูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนที่เป็นลมชัก ถ้ารับประทานเนื้อหมูจะทำให้มีอาการชักมากขึ้น ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง แต่พบบ่อยมากๆ เพราะชื่อโรคเรียกว่า โรคลมบ้าหมู ที่ถูกต้องคือ สามารถรับประทานเนื้อหมูได้ และไม่มีอาหารแสลงสำหรับผู้ที่เป็นลมชัก ถ้ารับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะแต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง
หวังว่าทุกคนเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้วจะเข้าใจคนที่เป็นลมชักได้ดียิ่งขึ้น และสามารถให้การช่วยเหลือขณะที่มีอาการชักได้ถูกต้อง ร่วมเรียนหนังสือ ทำกิจกรรม ทำงานและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข…ลมชักฉันรักเธอ
รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า
ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น



