ไลฟ์สไตล์

ซัดทุนข้ามชาติล้มพ.ร.บ.ควบคุมบุหรี่ไทย

ซัดทุนข้ามชาติล้มพ.ร.บ.ควบคุมบุหรี่ไทย

23 มี.ค. 2558

ซัดทุนข้ามชาติล้มพ.ร.บ.ควบคุมบุหรี่ไทย

             23มี.ค.2558 ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวถึงกรณีผู้ออกมาคัดค้านร่าง พรบ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและระบุผลการดำเนินงานลดการบริโภคสุราและยาสูบของ สสส. สวนทางกับสถิติที่เพิ่มขึ้นว่า จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลระยะยาวและต่อเนื่อง พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีผู้สูบบุหรี่ 32% ปัจจุบันเหลือเพียง 20% และหากนับจากปีที่ สสส.ตั้งขึ้นถึงปัจจุบัน อัตราการสูบบุหรี่ลดลงจากเดิมถึง 22% มีผู้สูบบุหรี่ลดลง 1.21 ล้านคน ในขณะที่อัตราการบริโภคสุราเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว อยู่ที่ประมาณ 30% ปัจจุบันยังคงเดิม ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังขยายตัว โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบประเทศต่างๆทั่วโลกพบว่าฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศจะสัมพันธ์กับสัดส่วนของผู้ดื่มสุราในประเทศนั้นๆ ประเทศยิ่งรายได้ดี สัดส่วนคนดื่มจะยิ่งมากขึ้น แต่ประเทศไทยคงระดับการดื่มอยู่ที่ประมาณ 30% มานานกว่า 10 ปี ทั้งที่เศรษฐกิจเราดีขึ้นถึงเกือบสองเท่า

             ดร.นพ.บัณฑิต กล่าวว่า การทำงานด้านลดจำนวนผู้บริโภคสุราและยาสูบเป็นประเด็นที่ซับซ้อน และไม่ใช่เพียง สสส.และภาคีเครือข่ายเท่านั้นที่ทำให้เกิดผลสำเร็จ แต่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญและทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลักดันกฎหมาย หรือมาตรการต่างๆ เพื่อเป้าหมายคือสุขภาพของคนไทยดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่การไปจำกัดธุรกิจหรือ เพียงแต่ในธุรกิจบางประเภทก็ไม่ควรให้สะดวกจนเกินไป เพราะผลกระทบเกิดขึ้นจากคนที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไม่เพียงกระทบต่อตัวเองเท่านั้น แต่กระทบต่อสังคมด้วย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุม ซึ่งไม่ได้สุดโต่ง หรือเกินกว่าหลักสากล ในประเทศต่างๆ ดำเนินการอยู่

             “เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ได้มีความพยายามให้ข้อมูลที่บิดเบือนต่อการดำเนินงานของ สสส.อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขอยืนยันแม้ สสส.เป็นองค์กรที่มีรายได้ ตรงจากภาษีสุราและยาสูบ แต่กฎหมายได้ออกแบบกลไกการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกที่เข้มข้นไม่น้อยกว่าระบบราชการ อีกทั้งยังได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ในส่วนผู้ดำเนินโครงการที่ได้รับทุนจาก สสส. ก็ต้องยื่นบัญชีรับจ่ายเงิน(บช.1) ตามประกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ซึ่งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปก็สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้อยู่แล้ว ซึ่งนอกจากกระบวนการให้ข้อมูลที่บิดเบือนแล้วยังมีความเคลื่อนไหวด้วยทุนมหาศาลทั้งขึ้นบิลบอร์ดขนาดใหญ่ และลงโฆษณาตามสื่อต่างๆ ระบุว่า กฎหมายยาสูบฯ จะส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีก ทั้งที่ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้ายาสูบไทยเอง ระบุว่า ร้านค้าปลีกมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียง 12.5% ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่อยากฝากให้สังคมช่วยกันจับตามองว่า ผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ รวมถึงแหล่งทุนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ คือ ผู้ค้าปลีก หรืออุตสาหกรรมบุหรี่ข้ามชาติที่ต้องการปกป้องผลกำไรปีละกว่า 3,000 ล้านบาทในประเทศไทยกันแน่” ดร.นพ.บัณฑิต กล่าว