
ผุด 'เหมืองโปแตชอาเซียน' เปิดวิวาทะสภาพแวดล้อมชุมชน
22 มี.ค. 2558
รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ผุด 'เหมืองโปแตชอาเซียน' เปิดวิวาทะสภาพแวดล้อมชุมชน : โดย...ธนชัย แสงจันทร์
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา แวดวงคนรักสิ่งแวดล้อมพากันหูผึ่งกับข่าวข่าวหนึ่ง ซึ่งแม้จะเป็นข่าวเล็กๆ หากแต่ต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องจับตากันต่อไป กับการถือกำเนิดเกิดขึ้นของเหมืองโปแตชอาเซียน ที่ จ.ชัยภูมิ
จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบประทานบัตรอายุ 25 ปี ให้บริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินการผลิตโพแทชครอบคลุมพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ 9,708 ไร่ ใน 3 ตำบลของ อ.บำเหน็จณรงค์ ได้แก่ ต.บ้านตาล ต.บ้านเพชร และต.หัวทะเล พร้อมกับพาสื่อมวลชนตรวจพื้นที่ทำเหมืองในวันที่ 6 มีนาคม
ผ่านมาแล้ว 40 ปี หลายรัฐบาล ที่เหมืองโปแตชอาเซียนไม่อาจจะถือกำเนิดขึ้นได้ที่บำเหน็จณรงค์ เพราะไม่สามารถกำจัดเกลือ ที่ "หางแร่" จากการสกัดโพแทชและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพื้นที่ทำกินและแหล่งน้ำของชุมชน เป็นเหตุให้นักวิชาการออกมาต่อต้านบริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน เป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปีมาแล้ว
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง จึงนับได้ว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้นำคลอดเหมืองโปแตชแห่งบำเหน็จณรงค์ ซึ่งนับจากนี้จึงขึ้นกับการบริหารจัดการในกระบวนการแต่งแร่ และหางแร่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่หวั่นเกรงกันให้ได้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า โครงการนี้จะทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงานในพื้นที่คนใน จ.ชัยภูมิกว่า 1,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือ จะทำให้ไทยไม่ต้องนำเข้าปุ๋ยโพแทชจากต่างประเทศ ประมาณปีละ 7 แสนตัน มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนปุ๋ยโพแทชที่ผลิตได้จะนำมาขายภายในประเทศเป็นอันดับแรก จะทำให้ราคาปุ๋ยในประเทศถูกลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสในการต่อรองการนำเข้า ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีเช่นเดียวกับโพแทช
ด้าน ชาติ หงส์เทียมจันทร์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันอัตรากำลังการผลิตปุ๋ยโพแทชทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 60 ล้านตันต่อปี โดยมี 4 ประเทศหลักที่ผลิตเพื่อส่งออก ได้แก่ แคนาดา รัสเซีย เบลารุส และเยอรมนี ส่วนไทยมีสัดส่วนการผลิตประมาณร้อยละ 2 ของโลก หากรัฐเร่งพัฒนาเอกชนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมปุ๋ยโพแทชมากขึ้น จะช่วยให้ไทยมีสัดส่วนการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อแข่งกับประเทศอื่นได้
หากรวมโครงการเหมืองแร่โพแทชทั้ง 3 แห่ง ที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ เหมืองแร่โพแทชใน จ.ชัยภูมิ จ.อุดรธานี และ จ.นครราชสีมา จะมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 3.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตแร่โพแทชอันดับ 5-6 ของโลก รองจากประเทศจีน ที่อยู่ในอันดับ 4 ที่มีกำลังการผลิต 4-5 ล้านตันต่อปี โดยหากรวมปริมาณสำรองแร่โพแทชทั้งประเทศแล้ว ประเทศไทยมีปริมาณมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศรัสเซีย
แต่ถึงกระนั้น เกี่ยวกับปัญหาผลกระทบก็นับว่าน่าสนใจ โดย สมบุญ สรีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย มองว่า หากเหมืองแร่โปแตชไม่มีระบบป้องกันที่ดี ในพื้นที่โดยรอบก็จะเกิดความเสี่ยงต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาดินเค็ม เมื่อความเค็มของเกลือและโพแทชที่ขุดออกมาสัมผัสกับหน้าดิน ก็จะทำให้ดินนั้นเค็ม การเพาะปลูกก็ไม่สามารถทำได้อีก รวมทั้งน้ำที่ต้องนำไปใช้ในเหมืองก็จะเกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม
“ส่วนที่บอกว่า เหมืองแร่โปแตชทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่นั้น คงไม่จริง เพราะค่าแรงวันละ 200 บาทนั้น ไม่สามารถที่จะนำมาเลี้ยงคนทั้งครอบครัวได้ ต่างจากการทำไร่ ทำนา ที่นำผลผลิตที่ได้มากินทั้งครอบครัว และคงไม่คุ้มกับคุณภาพชีวิตที่ต้องเสียไป”
ขณะที่ กลอยใจ มีชำนาญ ชาวบ้านบ้านโคกเพชร กลับมองในแง่ดีว่า ก่อนหน้านี้มีเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ซึ่งบางส่วนกังวลว่า จะทำการเกษตรได้ไม่ปกติ แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ในเหมืองได้ชี้แจงข้อมูลแล้ว ยืนยันว่าจะไม่เกิดปัญหา และพร้อมจะรับผิดชอบหากเกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน
"ปัจจุบันลูกหลานในชุมชนบ้านเพชรเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่จำนวนมาก ถ้าเปิดเหมืองลูกหลานจะได้กลับมาทำงานที่บ้าน ซึ่งฝ่ายที่จะทำเหมืองเขาก็ดีมาตลอด โดยมีการจัดทำประชาคมเรื่อยมา เพื่อให้ข้อมูลชาวบ้านแบบตรงไปตรงมา และสัญญาว่าจะมีรายได้มหาศาลและแร่ที่ได้จากกิจการสามารถนำมาทำปุ๋ยเคมีในราคาถูกเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในชุมชน"
เช่นเดียวกับ สมหมาย ทำนักตาล เล่าว่า คลุกคลีกับเหมืองแร่โปแตชตั้งแต่เปิดเหมืองครั้งแรก และบ้านก็อยู่ติดกับเหมืองก็ไม่เคยเจอปัญหา และชาวบ้านในย่านนี้ ก็ไม่มีใครไม่เห็นด้วย และไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นเหมืองได้รับปากว่าจะขุดลอกบึงสาธารณะใหม่ เพราะน้ำตื้น ซึ่งประโยชน์จะเกิดกับชุมชน
แน่นอน ถ้าฟังจากชาวบ้าน อาจมีเสียงสะท้อนทั้งฝ่ายที่เกรงกลัวว่าจะมีผลกระทบ และฝ่ายที่เชื่อว่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย ทว่า "บทเรียน" ที่เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะให้ความสำคัญในการหาทางแก้ไข และไม่อาจมองข้ามความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบร้ายแรง ซึ่งอาจไม่คุ้มที่จะเสี่ยง เช่นเดียวกัน
-------------------------
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ผุด 'เหมืองโปแตชอาเซียน' เปิดวิวาทะสภาพแวดล้อมชุมชน : โดย...ธนชัย แสงจันทร์)



