ไลฟ์สไตล์

ถิ่นไทยงาม : โฮงเฮียนแม่น้ำของ

ถิ่นไทยงาม : โฮงเฮียนแม่น้ำของ

22 มี.ค. 2558

ถิ่นไทยงาม : โฮงเฮียนแม่น้ำของ

 
                           ยามแล้ง เกาะแก่งที่เหลือรอดจากการระเบิดแห่งโผล่กลางน้ำ บางแห่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีน ริมตลิ่งกลายเป็นแปลงปลูกพืชผักสวนครัว ชาวบ้านออกหาปลา พอถึงหน้าฝน ฤดูน้ำหลาก ระดับน้ำก็สูงขึ้น จนบางแห่งล้นเข้าท่วมพื้นที่ริมตลิ่งในปีที่น้ำมาก ทุกอย่างหมุนเวียนไปตามวัฏจักรการขึ้นลงของน้ำตามธรรมชาติ สายน้ำที่พูดถึงนี้ ก็คือ แม่น้ำโขง ที่ผูกพันกับผู้คน 60-70 ล้านคน ใน 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง แต่ .... วันนี้น้ำโขงไม่เหมือนเดิม 
 
                           การขึ้นลงของน้ำโขง เหมือนถูกบังคับโดยมนุษย์ผ่านกลไกที่เรียกว่าเขื่อน มากกว่าถูกบังคับโดยธรรมชาติ แถมบางครั้งยังเป็นไปตามอำเภอใจ จนคนชายโขงเดือดร้อนเพราะจู่ๆ ผักที่ปลูกไว้ริมตลิ่งน้ำท่วมหายเรียบ บ้านเรือนถูกน้ำท่วมเข้ามาลึกกว่าเคย แก่งหินกลางน้ำอันเป็นที่มาของสามพันโบกถูกกลบหาย รอยทรายลายเกล็ดพญานาคกลางโขง ที่เคยเห็นตรงจุดชมวิววัดผาตากเสื้อ อ.สังคม จ.หนองคาย ยังหายไปได้ง่ายๆ ในช่วงหน้าแล้ง หรือในช่วงที่ยังไม่ทันแล้ง น้ำโขงก็เหือดแห้งอย่างหนัก จนกระทบถึงลำน้ำสาขา บางแห่งถึงกับแห้งขอด 
 
                           "เขื่อน" ที่กั้นลำน้ำโขงกลายเป็นจำเลยสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเขื่อนที่ว่าอยู่ในประเทศใหญ่ต้นน้ำโขง ถึงตอนนี้สร้างกั้นลำน้ำเสร็จไปแล้ว 6 เขื่อน ซึ่งกลุ่มที่ติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ระบุว่า เขื่อนแห่งที่ 4 ที่เมืองจิ่งหงหรือเชียงรุ้ง เขตปกครองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน นี่แหล่ะ ก่อให้เกิดผลกระทบที่เห็นผลชัดเจนที่สุด 
 
                           "ประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้น้ำโขงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็คือการที่จีนสร้างเขื่อน ทำให้การขึ้นลงของน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ขณะที่ลาวเองกำลังสร้างเขื่อนไซยะบุรี อีกหน่อยน้ำโขงที่เคยเป็นมหานทีสี่พันดอน ก็จะกลายเป็นเพียงหนองน้ำ ที่ถูกตัดเป็นตอนๆ"  นิวัฒน์ ร้อยแก้ว (ครูตี๋) จากกลุ่มรักษ์เชียงของบอกเล่าถึงการเฝ้าสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 
 
                           กลุ่มรักษ์เชียงของเริ่มทำงานด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2539 กระทั่งมีการระเบิดเกาะแก่งกลางน้ำโขงเพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่ผ่านไปได้ ในช่วงปี 2544-2545 ก็ได้เข้าร่วมกับชมรมรักษ์น้ำอิง  และเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพย์กรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงล้านนา ลงพื้นที่ทำงานแล้วก็เห็นว่า ปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อน รวมถึงการระเบิดเกาะแก่งที่ทำให้พันธุ์ปลาบางชนิดหายไป จึงร่วมกันรณรงค์ในท้องถิ่น สร้างเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา  ป่าชุมชน รวมทั้งขยายเครือข่ายจนมีสมาชิกล่าสุด 40-50 หมู่บ้าน และจะมีการเชื่อมโยงร้อยเครือข่ายกลุ่มที่อยู่ริมน้ำโขง ตั้งแต่ เครือข่ายลุ่มน้ำอิง ต้นน้ำที่จ.พะเยา ลงมาถึงปากน้ำเชียงของ เพื่อขับเคลื่อนการจัดการลุ่มน้ำโดยประชาชนอย่างแท้จริง โดยใช้งานวิจัยชาวบ้านด้านประวัติศาสตร์ นิเวศน์วัฒนธรรม มาเป็นเครื่องมือในการทำงาน เพื่อการพัฒนาที่นยั่งยืน มีการก่อตั้ง "โฮงเฮียนแม่น้ำของ" โรงเรียนนอกห้องเรียน ที่เรียนรู้ร่วมกับหมู่บ้านต่างๆ อยากรู้เรื่องไหน ก็ไปเรียนรู้ที่หมู่บ้านนั้น เช่น เรื่องพันธุ์ปลา เรื่องควาย  เรื่องการเกษตร เป็นต้น ช่วงวันหยุดก็จะมีเด็กนักเรียนมาเรียนรู้ร่วมกัน 
 
                           ครูตี๋บอกว่า จุดอ่อนที่เจอคือการพัฒนาไม่อยู่บนรากฐานประวัติศาสตร์นิเวศน์วัฒนธรรม  ไม่รู้รากเหง้าก็ไม่รู้ความเป็นมา ชาวบ้านไม่เข้าใจตัวตน ทำให้การพัฒนาปะเปะสะปะตลอดจึงต้องปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ โดยพัฒนาจากข้างล่าง หรือระดับชุมชนขึ้นไป โดยใช้งานวิจัยท้องถิ่นนี่แหล่ะเป็นเครื่องมือ 
 
                           ปัจจุบัน มีเครือข่ายลุ่มน้ำโขง 8 จังหวัดของประเทศไทย  มีการทำงานวิจัยเรื่องพันธุ์ปลาร่วมกับ สปป.ลาว โดยจะยกระดับการอนุรักษ์ร่วมกัน 2 ฝั่งโขงต่อไป และแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือการร่วมกันอนุรักษ์สายน้ำโขงให้เป็นมหานที เคียงคู่อยู่กับคนริมน้ำโขงต่อไป