ไลฟ์สไตล์

เรื่องราวของ หมี ช้าง หมู กับน้ำฝรั่ง

เรื่องราวของ หมี ช้าง หมู กับน้ำฝรั่ง

14 ก.ค. 2552

หลังจากเจ้าแพนด้าน้อยได้กำเนิดขึ้นมาชาวไทยส่วนใหญ่ก็ชื่นชมและยินดีปรีดากันทั่วหน้า บรรดาสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ก็ช่วยกันประโคมข่าวจนกระทั่งแพนด้าน้อยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศเรตติ้งพุงกระฉูดกว่าเหล่าศิลปิน เอเอฟ รวมทั้งดารานักร้อง

 ถึงกระนั้นความดังของแพนด้าน้อยก็เป็นที่ระหองระแหงแคลงใจ และพูดพาดพิงไปถึงช้างไทย ว่าไม่ได้รับการเหลียวแล ทำอย่างกับว่าช้างไทยเป็นลูกเมียน้อย แล้วเจ้าแพนด้าน้อยเป็นลูกเมียหลวงซะอย่างนั้น

 แต่ความจริงแล้วจะไปโทษเจ้าแพนด้าน้อยก็ไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วเจ้าแพนด้าน้อยก็เปรียบเหมือนกับเด็กทารกไร้เดียงสาไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรกับเขา ส่วนเจ้าช้างเล็กช้างใหญ่ทั้งหลายมันก็อาจจะไม่ได้น้อยใจอะไรนัก เพราะจะว่ากันจริงๆ แล้วมันก็คงไม่รู้เรื่องถึงการเอาอกเอาใจของชาวไทยที่มีต่อเจ้าแพนด้าน้อย เนื่องจากคงไม่มีช้างตัวไหนได้อ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์เหมือนกับพวกเรา และข้อครหาระหว่างแพนด้าน้อยกับช้างไทยมันน่าจะเป็นพี่น้องชาวไทยนี่แหละเป็นผู้ที่รับความรู้สึกแทนช้าง 

 กระนั้นจึงเริ่มที่จะมีกระแสต่อต้านเจ้าแพนด้าน้อย ว่าได้รับการเอาใจใส่มากเกินไป แต่ช้างไทยกลับไม่ได้รับการเหลียวแล ถามว่าคิดแบบนี้มันถูกหรือผิด ส่วนตัวผมคิดว่ามันมองได้สองแบบ เพราะจะว่ากันจริงๆ แล้ว เจ้าหมีน้อยมันก็ยังไม่ได้เป็นสมบัติของประเทศไทยอย่างถาวร จึงทำให้ผมคิดถึงเพลงกล่อมเด็กสมัยก่อนที่มีเนื้อร้องว่า "กาเอ๋ยกาเหว่า ไข่ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรักนึกว่าลูกในอุทธรณ์" ไม่น่าเชื่อว่าเพลงกล่อมเด็กสมัยก่อนยังคงใช้เป็นเพลงที่เปรียบเทียบผู้ที่หลงใหลสิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเอง ได้เป็นอย่างดีทุกยุคทุกสมัย

 แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เจ้าแพนด้าน้อยก็สร้างกระแสที่ดีให้แก่ชาวไทยไม่ว่าจะเป็นข่าวการเมืองและม็อบต่างๆ ก็เงียบหายไปได้ระยะหนึ่ง รวมถึงทำให้เศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่นั้นกระเตื้องขึ้นในแง่ของการท่องเที่ยว และทั้งหมดนี้จึงทำให้เกิดความคิดได้เป็นสองแบบนี่แหละ   

 แต่ตอนนี้ทั้งเจ้าแพนด้าและช้างไทยก็เริ่มจะไม่ต้องทะเลาะกัน เพียงแต่มีเจ้าหมูที่เป็นหวัดมาสร้างกระแสข่าวได้มากกว่า แต่พอสืบไปสืบมาปรากฏว่าเจ้าหมูทั้งหลายแหล่ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่อีกเหมือนกัน ในตอนแรกบางประเทศก็ฆ่าเจ้าหมูตายไปซะหลายตัว กว่าจะมารู้ตัวเล่นเอาหมูหน้าเขียงในตลาดราคาตกไปพักหนึ่ง  

 และตอนนี้หวัดหมูที่เคยเปลี่ยนชื่อเป็นหวัดเม็กซิโก และล่าสุดเปลี่ยนเป็นไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 ปีหน้าก็คงเปลี่ยนเป็น 2010 แต่อะไรก็แล้วแต่ถ้ารักษาไม่ดีก็มีสิทธิ์ที่จะตาย และขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ก็ปาเข้าไป 15 ศพแล้วล่ะครับ และถึงจะไม่ตายรักษาไม่ดีก็ต้องเสียเงินเสียทองมากขึ้นไปอีก เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าค่ารักษาพยาบาลแต่ละที่ราคามันแตกต่างกันออกไป

 ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ผมไปอัดเสียงที่สตูดิโอประจำย่านท่าพระ ในขณะนั้นมีความรู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้แต่ก็ไม่เป็น พอวันรุ่งขึ้นผมได้รับโทรศัพท์จาก คุณโอ๊ค ซึ่งเป็นเจ้าของสตูดิโอ ว่าทีมงานเมื่อคืนที่อยู่ในห้องนั้นรวม 7 คนมี 1 คนป็นไข้หวัด 2009 เข้าโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อย ช่วงนั้นผมคิดอยู่เสมอว่าโอกาสที่จะติดเชื้อมากกว่า 50% เนื่องจากอยู่คลุกคลีกับคนที่เป็นหวัด 2009 ในห้องแอร์นานกว่า 6 ชั่วโมง 

 ผมจึงคิดถึงคุณป้าของผมเคยบอกว่า ให้กินน้ำฝรั่งเยอะๆ เวลาเมื่อจะเป็นไข้ ผมเลยจัดแจงไปซื้อน้ำฝรั่งยี่ห้อหนึ่งและดื่มในวันแรกประมาณ 3 ลิตร และวันต่อมาก็เหลือวันละ 1 ลิตร จนกระทั่งตอนนี้ผมยังดื่มน้ำฝรั่งอยู่ทุกวัน จึงทำให้ผมรอดจากการติดเชื้อหวัด 2009

 และในขณะนี้เพื่อนร่วมงานในคืนนั้นทั้ง 7 คนมีรอดมาได้ 2 คน คือผมกับเจ้าของสตูดิโอ ซึ่งเขาก็ดื่มน้ำฝรั่งเช่นเดียวกับผม และวิธีนี้อาจจะเป็นการป้องกันไข้หวัด 2009เป็นอย่างดี ส่วนคนอื่นที่ติดเชื้อเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธย่านสามเสน และหายเป็นปกติทุกคน ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็ไม่แพงเพียง 2,700 บาทเท่านั้น

 สำหรับวันนี้หมดเนื้อที่แล้วครับต้องขออนุญาตลาไปดื่มน้ำฝรั่งก่อนนะครับ สวัสดี


"ขุนอิน"