
จัดระบบแรงงานต่างด้าวให้พอเพียงพอเหมาะพอดี
19 มี.ค. 2558
จัดระบบแรงงานต่างด้าว ให้ พอเพียงพอเหมาะพอดี : โดย...ธีรพล ขุนเมือง รองอธิบดีกรมการจัดหางาน
วิกฤติแรงงานส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ทำให้แรงงานจาก พม่า ลาว กัมพูชา หลั่งไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทย ส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรม แต่ในทางตรงกันข้ามส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไทยถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับ "ขบวนการค้ามนุษย์" ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาสังคมโลก
ดูเหมือนว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประกาศ ฉบับที่ 70/2557 เรื่อง มาตรการชั่วคราวในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ภายใต้หลัก 3 ประการ ดังนี้ 1.การดำเนินการต้องโปร่งใสและสะดวก 2.ลดค่าใช้จ่ายเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่แรงงานต่างด้าวมากเกินสมควร 3.การปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวต้องปฏิบัติอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน (กกจ.) ตระหนักถึงความมั่นคงของชาติ และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ แต่ไม่กระทบต่อการจ้างงานของคนไทย ตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนต้องมีงานทำ ที่ผ่านมามีแรงงานต่างด้าว รวมทั้งผู้ติดตาม (บุตรอายุไม่เกิน 15 ปี) มาจดทะเบียน ณ ศูนย์บริการจดทะเบียนแบบเบ็ดเสร็จ (โอเอสเอส) จำนวน 1,626,235 คน (พม่า 664,449 คน, กัมพูชา 738,947 คน, ลาว 222,839 คน) ซึ่งใบอนุญาตทำงานได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558
และเพื่อให้การจัดระบบแรงงานต่างด้าวมีความสมดุล "พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้นโยบายไว้ว่า “เราจำเป็นต้องมีแรงงานที่ “พอเพียง” เข้าสนับสนุนการดำเนินการของภาคธุรกิจ โดยมีจำนวนที่ “พอเหมาะ” ที่สามารถควบคุมดูแลได้ และมีจำนวนที่ “พอดี” ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมของไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2558 ตามข้อเสนอคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งมี 3 ประเด็น แต่นำเสนอ 2 ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ 1 การจัดระบบแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา ที่จดทะเบียน ณ ศูนย์บริการจดทะเบียนแบบเบ็ดเสร็จ(โอเอสเอส) และสิ้นสุดการตรวจสัญชาติ วันที่ 31 มีนาคม 2558 ซึ่ง ณ ปัจจุบันมี 1.5 ล้านคน ซึ่งกำหนดแนวทางออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก ผ่านการตรวจสัญชาติแล้วภายในวันที่ 31 มีนาคม 2558 จะได้รับการตรวจลงตรา และได้รับการอนุญาตทำงานถึงวันที่ 31 มีนาคม 2559 และได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ต่อไปอีก 2 ปี หลังสิ้นสุดการอนุญาตวันที่ 31 มีนาคม 2559
กลุ่มที่สอง มีใบอนุญาตทำงาน (บัตรสีชมพู) และยังตรวจสอบสัญชาติไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ต้องมารายงานตัวเพื่อขอรับบัตรใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2558 และขอรับใบอนุญาตทำงาน ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราวอีก 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2559 แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสัญชาติให้เสร็จ และเมื่อตรวจเสร็จจะได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและอนุญาตทำงานต่ออีก 2 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มแรก
กลุ่มที่สาม ไม่มารายงานตัวเพื่อขอรับบัตรใหม่ และขออนุญาตทำงานภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2558 จะถูกดำเนินการตรวจสอบ ติดตาม จับกุม และผลักดันส่งกลับตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความผิดทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าว และสุดท้ายกลุ่มผู้ติดตาม ต้องมารายงานตัวเพื่อขอรับบัตรใหม่พร้อมกับแรงงานต่างด้าว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2558 ซึ่งจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับบิดา หรือมารดา หากไม่มาต้องดำเนินการเช่นเดียวกับกลุ่มที่สาม
ประเด็นที่ 2 การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในกิจการประมงทะเล กำหนดมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้ การแก้ไขปัญหาระยะสั้น เปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลในจังหวัดพื้นที่ชายทะเล 22 จังหวัด โดยนายจ้างจะต้องยื่นแบบแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว และนำแรงงานต่างด้าวไปทำทะเบียนประวัติ ตรวจสุขภาพ และขออนุญาตทำงาน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2558 ณ ศูนย์โอเอสเอส และในระหว่างนั้นจะต้องเข้ารับการตรวจสัญชาติ เมื่อผ่านการตรวจสัญชาติแล้วจะอยู่ในราชอาณาจักรได้อีก 2 ปี
การแก้ไขปัญหาระยะยาว ได้มีการลงทะเบียนนายจ้าง เพื่อรวบรวมความต้องการแรงงานประมง และต้องรับสมัครแรงงานไทยเข้าทำงานก่อนจึงจะนำเข้าตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานกับประเทศเพื่อนบ้าน (เอ็มโอยู) โดยมีสมาคมประมงแห่งประเทศไทยเป็นผู้ประสานงาน ดูแลแรงงานประมงก่อนลงเรือ มีการปฐมนิเทศ ชี้แจงแนวปฏิบัติการทำงาน ออกตรวจติดตามเรือประมง และลงโทษหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
นอกจากนั้น ได้มีการจัดระบบแรงงานการจ้างคนต่างด้าวสัญชาติ พม่า ลาว และกัมพูชา เพื่อให้เข้ามาทำงานในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาล ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 โดย ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อรองรับจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซึ่งมี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในระยะแรกใน 5 จังหวัดพื้นที่ชายแดน ได้แก่ จ.ตาก 3 อำเภอ, จ.สระแก้ว 2 อำเภอ, จ.สงขลา 1 อำเภอ, จ.ตราด 1 อำเภอ, จ.มุกดาหาร 3 อำเภอ รวมทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ 3 ประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2540 โดยอนุญาตให้เดินทางเข้ามาทำงานในตำแหน่ง "กรรมการ" และ "รับใช้ในบ้าน" เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบริเวณพื้นที่ชายแดนที่ประกอบธุรกิจหรือทำการเกษตรบริเวณชายแดน
แนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเพื่อจัดระบบแรงงานต่างด้าวให้ “พอเพียง พอเหมาะ พอดี” ทำให้ในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 28 ที่นครเจนีว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2558 ประเทศไทยได้รับความชื่นชมจากนานาชาติ จากนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าว ส่งผลให้แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยได้รับการคุ้มครอง และได้รับการบริการทางสังคมอย่างทั่วถึง ตามหลักมนุษยชน เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ประเทศไทยมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์



