
ติวเข้ม 'กลุ่มวิสาหกิจชุมชน' รับเออีซี
19 มี.ค. 2558
ทำมาหากิน : สร้างเครือข่าย-จัดการห่วงโซ่อุปทาน ติวเข้ม 'กลุ่มวิสาหกิจชุมชน' รับเออีซี
ผลจากการเปิดเสรีทางค้าและการลงทุนภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะทําให้ประเทศไทย ได้รับผลกระทบในหลายด้าน ทั้งในแง่การผลิตสินค้า การเคลื่อนไหวแรงงานและวัตถุดิบ การแข่งขันของสินค้าที่คล้ายคลึงกัน ตลอดจนการเปิดกว้างของตลาดการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ในขณะที่ด้านหนึ่งเป็นโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการ อีกด้านอาจกลายเป็นการแข่งขันทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
โอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ยอมรับว่าผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้และทักษะในการดําเนินกิจการในเชิงธุรกิจและการเตรียมตัวที่จะดําเนินกิจการให้สอดคล้องและรองรับการก้าวเข้าสู่การค้าเสรี ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เตรียมความพร้อมวิสาหกิจชุมชนเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยเน้นให้วิสาหกิจชุมชนตระหนักถึงความจําเป็นที่ต้องมีการเรียนรู้ถึงความต้องการหรือพฤติกรรมของตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดของสินค้า ที่มีความคล้ายคลึงกัน เพื่อวางแผนการเพิ่มศักยภาพการประกอบกิจการ ให้สามารถผลิตสินค้าและบริการให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
"วิสาหกิจชุมชน จะต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือในการแข่งขันจากประเทศสมาชิกด้วยเช่นกัน ต้องศึกษา และเรียนรู้ความสามารถของประเทศต่างๆ ว่าแต่ละประเทศมีความได้เปรียบ เสียเปรียบในเชิงการผลิตการค้า ในเรื่องใดบ้าง เรียนรู้ถึงผลกระทบ หรือโอกาสของการดําเนินกิจการวิสาหกิจชุมชน ภายใต้เงื่อนไขการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และต้องสามารถวิเคราะห์ประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเอง มีการเพิ่มทักษะในการวางแผน บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของสินค้าและบริการ ให้สามารถรองรับการเปิดการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้น"
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยต่อว่าในแง่ของการแข่งขัน ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนต้องเข้าใจว่ากลุ่มประเทศอาเซียนมีฐานทรัพยากร สภาพแวดล้อม ประเพณีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย จึงเป็นไปได้ที่จะมีสินค้าเหมือนกับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนออกมา ที่สําคัญกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ เรา มีค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและวัตถุดิบถูกกว่า ย่อมส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ยิ่งกว่านั้น โดยทําเลที่ตั้งของประเทศไทย คือ ศูนย์กลางของอาเซียนก็ย่อมจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้มากกว่าปกติ
"การเปิดเออีซีจะสร้างโอกาสสําคัญแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนไทย กล่าวคือ ตลาดการจําหน่ายสินค้าของท่านจะเพิ่มขึ้นอีก จากการเปิดกว้างของตลาดที่มีเพิ่มขึ้น 9 ประเทศ มีผู้ซื้อรองรับอยู่แล้วถึง 600 ล้านคนทั้งอาเซียน รวมทั้งขณะนี้ภาครัฐได้กําหนดยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนอยู่แล้ว ย่อมเป็นการเอื้อต่อการดําเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก"
โอฬาร ย้ำด้วยว่า ในปี 2557 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดําเนินการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนไปแล้วในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จ.ระยอง จ.จันทบุรี และ จ.ตราด สําหรับในปี 2558 นี้ ได้กําหนดพื้นที่ดําเนินการ ในจังหวัดตะเข็บชายแดนที่มีด่านการค้าถาวร จํานวน 9 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี หนองคาย นครพนม มุกดาหาร สงขลา เชียงราย ตาก สุรินทร์ และอุบลราชธานี ซึ่งคาดหวังที่จะให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน สามารถนําความรู้ แนวคิด เทคนิคการบริหารจัดการธุรกิจประสบการณ์ด้านการค้าและการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเสริมจุดแข็ง และลดจุดอ่อนของการดําเนินกิจการวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปลายปีนี้



