ไลฟ์สไตล์

วัฒนธรรมบนผืนเกาะลันตา

วัฒนธรรมบนผืนเกาะลันตา

19 มี.ค. 2558

ศิลปะวัฒนธรรม : วัฒนธรรมบนผืนเกาะลันตา : เรื่อง/ภาพ นพพร สาหร่ายรักษ์

 
          การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านส่งผลให้ชุมชนเห็นถึงคุณค่าของรากเหง้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเอง เกิดเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านประวัติความเป็นมาจากภูมิปัญญา จารีตประเพณี วิถีชีวิต ให้สืบต่อไปยังลูกหลานและให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชน สถานที่นี้ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม
 
          โดยพิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ที่ชุมชนบ้านศรีรายา เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แต่ก่อนที่นี่เป็นท่าเทียบเรือสินค้า มีเรือสำเภาเข้ามาทุกสองเดือนเพื่อมาซื้อถ่านไปขายปที่ปีนัง และเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 2 เสด็จฯ มาได้พระราชทานนามชุมชนว่า ชุมชนบ้านยาว สมัยนั้นลักณะบ้านเรือนเป็นห้องแถวธรรมดา ส่วนตรงกลางเป็นพื้นที่ว่างไม่มีหลังคา มีไว้เพื่อสำหรับพักผ่อน บางหลังมีความยามถึง 60 เมตร เหตุที่ยาวนั้นเพราะแต่ก่อนชาวบ้านเดินทางด้วยเรือ จึงต้องมีพื้นที่ไว้เก็บเรือด้วย ที่นี้มีผู้คนอพยพกันมาอยู่มากปนเปหลายศาสนา ทั้ง จึน ไทยพุทธ และมุสลิม ซึ่งก็อาศัยอยู่กันอย่างกลมเกลียว ก่อนโดนภัยสึนามิมีชาวไทยพุทธมากกว่ามุสลิม แต่เมื่อหลังโดนภัยสึนามิมีชาวมุสลิมมากกว่าไทยพุทธ เนื่องจากย้ายครอบครัวทำกินออกไป
 
          เสียงบอกเล่าจาก อาจารย์ทรงธรรม เทพศรีบุญญา ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ชุมชนชาวเกาะลันตา บอกว่า ลักษณะของอาคารเป็นการสร้างรูปแบบ ชิโนโปรตุกีส เหตุเพราะว่าชาวเกาะลันตามีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากโดยเฉพาะประเทศโปรตุเกส เลยได้รับอิทธิพล ส่วนในพื้นที่ตัวอาคารได้เก็บรวบรวมเรื่องราวประเพณีวัฒนธรรมของกลุ่มคน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวเล กลุ่มชาวมุสลิม กลุ่มชาวจีน ซึ่งในแต่ละกลุ่มนั้นมีประวัติเรื่องราวเล่าขานต่อกันมาว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จย่าเสด็จมาที่แห่งนี้ ทรงเห็นว่ามีชาวเลอยู่ ซึ่งวิถีของชาวเลนั่นต้องอพยพย้ายที่อยู่ใหม่อยู่เรื่อยๆ จึงพระราชทานที่ดินเพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยแก่ชาวเล ทรงพระทานนามสกุลให้กับชาวเลได้แก่ สกุลทะเลลึกและช้างน้ำ อีกอย่างชาวเลไม่มีศาสนานับถือจะมีเพียงคนแก่ที่เรียกว่า “โต๊ะหมอ” คอยรักษาโรคภัย แนะนำเรื่องราวต่างๆ และมีประเพณีที่สำคัญคล้ายกับการลอยกระทงของบ้านเรา เพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ใส่เล็บ เส้นผม ดอกไม้ อาหาร พิธีนี้ทำกันหนึ่งสัปดาห์ทีเดียว มีการร้องรำ ดื่ม กิน บริเวณรอบเรือ เป็นความเชื่อของชาวเล ส่วนชาวจีนจะโดดเด่นในเรื่องของวัฒนธรรมประเพณี เป็นกลุ่มคนที่มีความสามัคคีกลมเกลียวรักพวกพ้อง เป็นกลุ่มที่เหนียวแน่นเรื่องวัฒนธรรมประเพณีมากที่สุด มีหลักฐานที่บ่งบอกอยู่ไว้อย่างชัดเจน ด้านกลุ่มมุสลิมจะเราไม่รู้เรื่องลึกซึ้งอะไรมากมาย รู้เพียงแค่ว่าเป็นกลุ่มคนที่เคร่งเรื่องศาสนามาก
 
          อาจารย์เล่าต่อว่า นอกจากเรื่องของวัฒนธรรมประเพณีแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่เก็บรวบรวมสิ่งของมีค่าของคนแต่ละกลุ่มไว้อย่างมากมาย โดยแบ่งเป็นโซนการเก็บรักษาไว้ 3 โซนหลักได้แก่ โซนกลุ่มชาวจีน เป็นการเก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ที่หาดูยากมาก อย่าง เตารีดโบราณ โต๊ะกาแฟ ตะเกียง ถัดไปอีกนิดบนฝาผนังมีโปสเตอร์หนังสมัยก่อน ด่านล่างเป็นเก้าอี้ไม้ยาว เป็นการจำลองโรงหนังเล็กๆ ไว้ให้ได้ชมกัน ในโซนถัดไปเป็นส่วนของกลุ่มชาวเล มีเครื่องไม้เครื่องมือในการหากิน อย่างไซดักปลา ไซดักปู ไซดักปลาหมึก จำลองเรือที่ไว้สำหรับทำพิธีสะเดาะเคราะห์ของชาวเล โซนสุดท้ายเป็นมุมเล็กๆ ของกลุ่มคนมุสลิม มีหนังสือสำหรับสวด ผ้าปูสำหรับละหมาด
 
          “เรื่องราวมันก็มีเพียงสั้นๆ เท่านี่ แต่ก็มีเอกลักษณ์ในตัว คือ ชาวจีน ไทยพุทธ มุสลิม อยู่อาศัยร่วมกันด้วยความกลมเกลียว ไม่เคยมีปัญหาทะเลาะกัน” อาจารย์ทรงธรรมพูดปิดท้ายด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้่ม