
เก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา
18 มี.ค. 2558
เก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา ระวัง!!ผู้บริโภคอ่วม-รับภาระภาษี : โดย...สุพินดา ณ มหาไชย
ว่ากันว่า รายงานวิจัยของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เมื่อปี 2553 ระบุว่า มูลค่าของธุรกิจกวดวิชาสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐจัดเก็บภาษีกับธุรกิจกลุ่มนี้แล้ว จะนำรายได้เข้าประเทศเป็นหลักพันล้านบาท กรมสรรพากรเองก็คาดการณ์ไว้ว่า ถ้าสามารถเริ่มเก็บภาษีกับโรงเรียนกวดวิชาได้ตั้งแต่ปี 2558 จะมีรายได้เพิ่มอีกหลายพันล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้กระแสสังคมไม่มีใครคัดค้านที่รัฐให้ธุรกิจสร้างกำไรทุกประเภทนี้ จ่ายเงินเข้าประเทศบ้าง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ โรงเรียนกวดวิชาจะผลักภาระไปให้ผู้ปกครองหรือไม่
ล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กับโรงเรียนกวดวิชา เนื่องจากถือว่า เป็นการประกอบกิจการพาณิชย์เพื่อหากำไร ก็ควรจะต้องเสียภาษีเข้ารัฐเหมือนกับกิจการเชิงพาณิชย์ประเภทอื่นๆ เพราะปัจจุบัน โรงเรียนกวดวิชา ไม่ต้องเสียภาษีประเภทใดๆ เลย
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่า จำนวนโรงเรียนกวดวิชาทั่วประเทศมี 2,379 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชาในเขตกรุงเทพฯ 549 โรงเรียน ภูมิภาค 1,830 โรงเรียน ขณะที่ข้อมูลของกรมสรรพากรระบุว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนกวดวิชาราว 10,000 แห่งทั่วประเทศ ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต)
ค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชาประมาณ 2,000-4,000 ต่อหลักสูตร ส่วนค่าใช้จ่ายต่อปีของผู้เรียนขึ้นอยู่กับจำนวนวิชาที่เรียนและจำนวนคอร์สที่เรียน แต่รวมๆ แล้ว ธุรกิจนี้มีเงินหมุนเวียนประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท (ข้อมูล ปี 2553 โดย สกศ.)
อย่างไรก็ตาม รายงานของ สกศ.ระบุว่า ในสภาวะที่โรงเรียนมีความเหลื่อมล้ำในมาตรฐานและคุณภาพ ระบบการศึกษายังไม่สามารถลดความแตกต่างในคุณภาพและมาตรฐานระหว่างสถานศึกษาทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานและสถาบันอุดมศึกษา และผู้ที่มีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมักจะเข้าเส้นชัยในการชิงเก้าอี้โรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนดัง เพราะฉะนั้น การเรียนกวดวิชายังมีความจำเป็น เพราะถือว่าเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเมื่อพิจารณาถึงรายได้ที่ได้รับหลังสำเร็จการศึกษา
เมื่อการเรียนกวดวิชาเป็นสินค้าจำเป็น การเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาจะทำให้ราคาของการเรียนกวดวิชาสูงขึ้น เพราะโรงเรียนกวดวิชาสามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้เรียน ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ ครัวเรือนที่มีฐานะปานกลางไม่สามารถส่งบุตรหลานเรียนกวดวิชาได้เหมือนเดิม อาจให้เรียนได้บางวิชา บางหลักสูตร ส่วนครัวเรือนที่ยากจนโอกาสก็ยิ่งน้อยลง ความเหลื่อมล้ำในโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาก็ยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น
ข้อสันนิษฐานดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งเกินจริง เพราะทันทีที่มีข่าวเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาออกไป โรงเรียนกวดวิชาก็เตรียมผลักภาระให้ผู้บริโภค "อนุสรณ์ ศิวะกุล" นายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนกวดวิชา และผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ หรือเคมี อาจารย์อุ๊ ยืนยันว่า โรงเรียนกวดวิชาไม่ได้ค้ากำไรเกินควรตามที่ถูกกล่าวอ้าง เนื่องจากระเบียบของ สช.เอง กำหนดชัดเจนให้โรงเรียนกวดวิชามีกำไรไม่เกิน 20% ของเงินลงทุน เพราะฉะนั้น ถ้ามีการเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาจริง ก็อาจจะต้องมาคำนวณค่าใช้จ่าย คำนวณค่าเล่าเรียนกันใหม่
"หากจัดเก็บเฉพาะโรงเรียนกวดวิชาผมมีคำถามกลับว่า มหาวิทยาลัยเอกชนควรเก็บภาษีด้วยหรือไม่ และหากเก็บจะเก็บในรูปแบบไหน ร้อยละเท่าไหร่ แบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นธรรม???" อนุสรณ์ กล่าว
ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้น "บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร" เลขาธิการ สช.ยืนยันว่า ถ้าโรงเรียนกวดวิชาจะปรับเพิ่มค่าเรียน จะต้องทำเรื่องเสนอมายัง สช.ซึ่งก็จะพิจารณาไปตามความเหมาะสม และความจำเป็น แต่ปัจจุบันไม่มีการกำหนดเพดานค่าเรียนของโรงเรียนกวดวิชาเอาไว้
สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครขวาง ถ้าจะทำตามหลักการให้กิจการเชิงพาณิชย์ทุกประเภทต้องจ่ายเงินเข้ารัฐ แต่ต้องป้องกันไม่ให้ภาระไปตกอยู่กับผู้บริโภค เพราะฉะนั้น สช.คงต้องนำข้อมูลศึกษาวิเคราะห์ดูว่า โรงเรียนกวดวิชาแต่ละแห่งรายได้ไม่เกิน 20% จริงหรือไม่ ถ้าโรงเรียนกวดวิชาทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจเสริมความรู้นี้อยู่แล้ว ก็เป็นหน้าที่ ศธ.ที่จะวางมาตรการป้องกันการผลักภาระทางภาษีให้ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน



