ไลฟ์สไตล์

เที่ยว 'ภูป่าเปาะ' เลาะ 'ห้วยกระทิง'

เที่ยว 'ภูป่าเปาะ' เลาะ 'ห้วยกระทิง'

15 มี.ค. 2558

ชวนเที่ยว : เที่ยว 'ภูป่าเปาะ' เลาะ 'ห้วยกระทิง' : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                         นอกจากภูกระดึง ภูเรือ ภูหลวง ก็แทบนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ จ.เลย ไม่ออก ยิ่งถ้าบอกว่าอยู่ในเขต อ.เมือง หรืออำเภออื่นที่ไม่ใช่ 2-3 อำเภออันเป็นที่ตั้งของสถานที่ที่เอ่ยมานั่นด้วยแล้ว ก็ยิ่งนึกไม่ออกเอาเสียเลย กระทั่งมีการเปิดมุมมองใหม่ของ "ภูหอ" ที่ใครๆ เรียกซะภูมิใจว่า ฟูจิเมืองเลย แต่ฉันยังอยากยกย่องและเรียกมันว่า "ภูหอ" ก็ของเรามีเอกลักษณ์อยู่แล้วจะเอาไปเปรียบอะไรกับใครเขา 
 
                         มุมมองของภูหอที่ว่าสวยๆ จนเห็นเป็นคล้ายๆ ภูเขาไฟฟูจิในประเทศญี่ปุ่น ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ต้องเดินเข้าป่าปิดของภูกระดึง หรือไม่ก็ต้องขึ้นภูหลวงทางฝั่ง อ.วังสะพุง ถึงจะได้เห็น แต่เดี๋ยวนี้มีจุดที่มองเห็นภูหอได้ใกล้กว่าแล้วยังอยู่ไม่ไกลสายตาอีกด้วย ก็คือที่ "ภูป่าเปาะ"
 
                         เดี๋ยวนี้เดินทางไป จ.เลย ง่ายนิดเดียว เพราะแอร์เอเชีย (www.airasia.com) เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรงถึงเลย ต่อจากนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก 
 
                         ภูป่าเปาะ เป็นยอดเขาสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ-ภูกระแต ติดกับสวนหินผางาม คุนหมิงเมืองไทย ส่วนที่เรียกว่าป่าเปาะ ก็มาจากต้นไผ่เปาะนี่เอง จะเห็นเยอะในเส้นทางก่อนถึงยอดภู ด้านบนสุดของภูป่าเปาะมีลักษณะเป็นสันเขากว้างไม่มากนัก สามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา ในวันอากาศดีๆ อาจจะได้เห็นทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อีกด้านเยื้องๆ กัน เป็นอุทยานแห่งชาติภูกระดึง หรือไกลหน่อยก็คือภูหินร่องกล้า น้ำหนาว 
 
                         ทางขึ้นภูป่าเปาะอยู่ในเขตบ้านผาหวาย ต.ปวนพุ อ.หนองหิน ไปทาง อ.วังสะพุง มีป้ายบอกทางไปคุนหมิง ตามเส้นทางไปเรื่อย ก็จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ จนถึงศูนย์บริการท่องเที่ยวภูป่าเปาะ บ้านผาหวาย ที่ดำเนินการโดยชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ เปลี่ยนถ่ายรถอีแต๊กกันที่นี่แหละเพื่อจะพาพวกเราเดินทางต่อไปขึ้นไปชมภูหอ ใครจะไปเดี่ยวหรือไปเป็นหมู่คณะ เขาก็คิดค่าหัวเป็นรายบุคคลคนละ 60 บาทเท่านั้นเอง ถือเป็นรายได้ในยามว่างจากงานเรือกสวนไร่นา เพราะรถอีแต๊กที่นำมาบริการนักท่องเที่ยว พอจะนำไปใช้งานก็แค่เอาที่นั่งกับหลังคาออก ก็บรรทุกผลผลิตได้ จากเริ่มต้น 35 คัน ปัจจุบันมีชาวบ้านมาร่วมชมรมกันเป็น 70 คันแล้ว ถือว่าพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวพอสมควร  
 
                         ทางขึ้นภูป่าเปาะผ่านไร่อ้อย นาข้าว ถ้าไปฤดูเก็บเกี่ยวอาจจะดูแห้งแล้ง แต่ถ้าไปช่วงที่กำลังยืนต้นเขียวก็ได้ภาพสวยงามไม่น้อย 
 
                         จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไม่กี่อึดใจ รถอีแต๊กก็พาไต่เขาขึ้นไปจุดชมวิวที่ 1 แค่จุดแรก ก็เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดได้แล้ว เพราะมีมุมให้เห็นภูหอที่ค่อนข้างใกล้และชัด เสียดายแค่ว่าในช่วงนี้หมอกควันคละคลุ้ง บวกกับหมอกแดดเข้าไปด้วย ภูหอเลยดูพร่าเลือนในสายหมอก
 
                          ภูหอ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ที่บ้านหนองบัว มีเรื่องราวตำนานของนางผมหอม ที่เกิดจากหญิงชาวบ้านกับพญาช้างด้วย ซึ่งที่บ้านหนองบัวมีวัดโนนสว่างตั้งอยู่ ที่นั่นมีรูปปั้นของนางผมหอมและพญาช้าง อยู่ใกล้กับหนองน้ำที่เชื่อว่านางผมหอมไปอาบน้ำตามตำนานด้วย 
 
                         เลยจากจุดชมวิวที่ 1 ขึ้นไปอีกราว 200 เมตร ถึงจุดชมวิวที่ 2 จุดนี้จะเห็นวิวสองด้าน ฝั่งหนึ่งเป็นภูหอ อีกฝั่งเป็นภูผาหิน ตามแต่จินตนาการ โดยเฉพาะภูเขารูปผู้ชายกอดอก กับรูปผู้หญิงนอนอ้าปากน้ำลายไหล แหม...เข้าใจว่าสาวๆ นอนไม่สำรวมนะ แต่ฉันก็แอบเห็นไปด้วย 555
 
                         จุดชมวิวยอดเขา ต้องอาศัยแรงเขาพาไป เดินต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ผ่านป่าเปาะไปไม่ไกลมาก ก็ถึงลานโล่งกว้างไม่มากนัก กับวิวโล่งๆ ที่จะได้เห็นได้รอบตัว มุมนี้ล่ะมองไปเห็นทั้งภูหอ ภูหลวง ภูกระดึง ในวันฟ้าเป็นใจ แต่วันนี้ของฉันฟ้ายังไม่เป็นใจ ฝนทำท่าจะมาซะก่อน เลยต้องเผ่น...
 
                         จริงๆ แล้วภูป่าเปาะเที่ยวได้ทั้งปี แต่ละฤดูแตกต่างกันไป หน้าร้อนอาจจะได้เห็นทุ่งสีทอง หน้าฝนก็จะเห็นสีเขียวชุ่มฉ่ำ ดินดำทำนา พอหน้าหนาวมีทะเลหมอก แต่ช่วงที่สวยสุดเขาบอกว่าต้องปลายฝนต้นหนาว... สีเขียวยังไม่จางหาย สีขาวของสายหมอกเข้ามาคลอเคลีย ดูแล้วช่างคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิที่มีหิมะปกคลุม เพียงแต่ภูหอมีก้อนเมฆ และสายหมอกปกคลุมนั่นเอง 
 
                         จากภูป่าเปาะ ราวๆ ชั่วโมง ก็ไปแวะนอนเล่นที่ เชียงคาน ซะ 1 คืน ชมบรรยากาศชิลๆ ในเมืองชายโขงแห่งนี้ ที่ใครต่อใครบอกว่าคึกคักกว่าเมื่อก่อนเยอะ และเหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่นักท่องเที่ยวจะมาเรียงแถวตักบาตรข้าวเหนียวในตอนเช้าๆ แอบคล้ายบรรยากาศในเมืองหลวงพระบางอยู่ไม่น้อย
 
                         จากเชียงคาน เลยไปอ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง แหล่งพักพิงหลีกหนีลมร้อนของคนเมืองเลย และเริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่างถิ่นมากขึ้น
 
                         อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง หรืออีกชื่อคือ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมาน อยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติหริรักษ์ ในเขตบ้านห้วยกระทิง หมู่ 1 ต.กกทอง อ.เมือง จ.เลย และบ้านโป่งเบี้ย หมู่ 3 ต.น้ำหมาน เป็นอ่างเก็บน้ำสันเขื่อนดิน ความจุ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 1,500 ไร่ สันเขื่อนยาว 800 เมตร สร้างเพื่อการชลประทาน บริเวณอ่างเก็บน้ำมีทัศนียภาพที่งดงามของป่าไผ่ และโอบล้อมด้วยภูเขา นอกจากบรรยากาศสวยงามแล้ว ยังมีกิจกรรมล่องแพไม้ไผ่ชมธรรมชาติ ไม่น่าเชื่อว่าตอนอยู่ข้างบนอากาศยังร้อนอบอ้าว แต่พอลงแพ ล่องออกไปได้ไม่นาน กลับรู้สึกถึงสายลมที่พัดเย็นสบาย ระหว่างล่องแพ สามารถสั่งอาหารลงไปรับประทานในแพได้ เพราะเรือจะลากแพ พาเลาะอ่างเก็บน้ำ ไปตามจุดที่เราต้องการ จะจอดแพเล่นน้ำ หรือนั่งนิ่งๆ เสพสายลมและธรรมชาติที่เห็นรายรอบแพได้อย่างสบายอารมณ์ 
 
                         มาเลยแล้วอย่าเลยผ่าน เพราะมีธรรมชาติดีๆ ให้เสพอยู่ทุกซอกมุมจริงๆ  
 
 
-----------------------
 
 
เยือนด่านซ้ายไปพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน
 
 
 
เที่ยว 'ภูป่าเปาะ' เลาะ 'ห้วยกระทิง'
 
 
 
                         เป็นที่รู้ๆ กัน ถ้าพูดถึง ผีตาโขน หรือประเพณีการละเล่นผีตาโขนต้องไปที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย สถานที่หนึ่งเดียวที่มีการละเล่นผีตาโขนในงานบุญหลวง หรืองานทำบุญเทศน์มหาชาติเดือนเจ็ด ซึ่งงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่น โดยรวมเอางานบุญผะเหวด (บุญพะเวส หรือฮีตเดือนสี่) กับงานบุญบั้งไฟ (ฮีตเดือนหก) เข้าไว้ด้วยกัน 
 
                         ในงานบุญหลวงนี่เอง กองทัพผีตาโขนจะออกเต้นอาละวาดทั่วเมืองด่านซ้าย ร่วมสร้างความสนุกสนาน คำว่า ผีตาโขน บ้างก็ว่าน่าจะมาจากที่ผีเหล่านี้สวมหน้ากากคล้ายหัวโขน และจากคำบอกเล่าของเจ้าพ่อกวนที่เข้าทรงว่า ผีตามคน และก็เพี้ยนมาเป็นผีตาโขน
 
                         แต่ถ้าใครไปเที่ยวด่านซ้ายแล้วอยากดูผีตาโขน ถ้าไม่ใช่ช่วงงานบุญหลวงแล้วล่ะก็ คงต้องไปหาดูที่พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ที่ วัดโพนชัย วัดคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอด่านซ้าย ตั้งอยู่ที่บ้านเดิ่น หมู่ 3 ถนนแก้วอาสา อ.ด่านซ้าย ซึ่งเป็นวัดที่จัดให้มีงานบุญหลวง มีการแห่พะเวสเข้าเมือง แห่บั้งไฟ และมีขบวนผีตาโขน 
 
                         วัดนี้เองเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ตั้งแต่ปี 2547 โดยใช้หอฉันเป็นที่ตั้ง ภายในพิพิธภัณฑ์จะแสดงให้เห็นถึงการจัดทำผีตาโขน ส่วนประกอบหลักๆ ก็คือส่วนโคนของทางมะพร้าว หวด จมูกที่ใช้ไม้เนื้ออ่อนส่วนใหญ่จะใช้ไม้นุ่น รวมถึงมีหัวผีตาโขนที่ทำเสร็จแล้วแบบต่างๆ ไปจนผีตาโขนเป็นตัวๆ ใครไม่รู้ก็มีป้ายสื่ออธิบายการจัดทำความเป็นมา ตั้งแต่สมัยอดีตหรือยุคเก่า ก่อนจะมาเป็นผีตาโขนในปัจจุบันที่มีการตกแต่งหน้าตาสวยงาม ซึ่งผีตาโขนตัวเล็กนั้น ใครจะเล่นก็ได้ ส่วนผีตาโขนตัวใหญ่ในแต่ละขบวนจะมี 2 ตัว เป็นเพศหญิงและชาย ก่อนใส่ต้องทำพิธีบวงสรวง พอเล่นเสร็จนำไปโยนทิ้งแม่น้ำหมัน เหมือนทิ้งเคราะห์ สิ่งชั่วร้ายไม่ดีไป ประเพณีเก่าแก่ที่ยึดถือ คงอยู่ และกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองด่านซ้ายไปโดยปริยาย
 
 
-----------------------
 
(ชวนเที่ยว : เที่ยว 'ภูป่าเปาะ' เลาะ 'ห้วยกระทิง' : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)