ไลฟ์สไตล์

เที่ยวนี้ขอเล่า : กินปูที่ 'ฟูกุอิ'

เที่ยวนี้ขอเล่า : กินปูที่ 'ฟูกุอิ'

15 มี.ค. 2558

เที่ยวนี้ขอเล่า : กินปูที่ 'ฟูกุอิ' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง [email protected] IG - kan_hongthong

 
                         ถัดจากโตเกียว เกียวโต ฮิโรชิมา ฟูกูโอกะ ซับโปโร และโอซากาแล้ว เมืองไหนๆ ในญี่ปุ่น ก็ดูจะไม่ค่อยคุ้นหูไปซะหมด ก็ไม่น่าแปลก ที่เมื่อฉันได้ยินชื่อของจังหวัดฟูกุอิ (Fukui) เป็นครั้งแรก แล้วจะเกิดอาการงงเล็กน้อยถึงปานกลาง  
 
                         ต่อให้นึกเหม็นขี้หน้าญี่ปุ่นแค่ไหน  แต่ไม่มีอะไรให้ต้องปฏิเสธคำเชิญของสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (www.ttaa.or.th ) ที่ชักชวนให้ไปทำความรู้จักกับจังหวัดฟูกุอิ แค่ได้ยินว่าเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารทะเล ปูเป็นปู และข้อสำคัญมีตลาดปลา ที่ระดมอาหารทะเลสดๆ มาให้ชิม แค่นี้ฉันก็รีบเผ่นไปหาฟูกุอิอย่างไม่รีรอแล้ว 
 
                         แต่ฟูกุอิคงลืมบอกอะไรไปอีกอย่าง ว่านอกจากกุ้ง หอย ปู ปลาจะชุกชุมแล้ว นี่ยังเป็นเขตที่หิมะตกหนักที่สุดในญี่ปุ่นด้วย แต่เอาเถอะ หิมะจะมากหรือไม่น้อยฉันก็ไม่หวั่น ขอให้ปูอย่าพร่องเป็นใช้ได้  
 
                         วันแรกฟูกุอิยังปล่อยให้ตายใจ แค่ส่งอากาศคุ้มดีคุ้มร้ายและอุณหภูมิเฉียดติดลบมาต้อนรับ ฉันแวะไปดูหมู่บ้านทำมีดทาเคฟุ (Takefu Knife Village) ประเดี๋ยวเดียว ก็มุ่งหน้าไปสำรวจตลาดปลากันเลย 
 
                         ตั้งแต่ปากทางเข้าตลาด ก็พบว่าตลาดที่นี่มีสีสันฉูดฉาดเสียจริงๆ  แปลกที่อากาศดูทึมเทาแต่พ่อค้าแม่ขายดูอารมณ์ดียิ้มแย้มกันทุกร้าน เรียกว่าลงรถปุ๊บก็เจอร้านผลไม้เชียร์ให้ชิมกันตั้งแต่ต้นทาง เป็นออเดิร์ฟที่ทำให้เดินอมยิ้มเข้าตลาด
 
                         แรกที่เข้าชายคาตลาดปลาแห่งนี้ ต้องบอกเลยว่าสมแล้วที่ฟูกุอิเป็นจังหวัดริมทะเล มีทั้งอาหารทะเลสดๆ และแห้ง เปิดแผงขายกันแน่นตลาด แค่ไปยืนส่องปูยักษ์อยู่ข้างแผง พ่อหนุ่มคนขายก็เสิร์ฟก้ามปูให้ชิม แค่ก้ามเดียวก็รู้สึกว่าถึงฟูกุอิยังไงไม่ทราบ เนื้อหวานนุ่มแบบนี้ ไม่ต้องมีน้ำจิ้มทะเลยังอร่อยเลย
 
                         ตลาดนี้ดี๊ดี เดินเซไปร้านไหนคนขายชวนชิมไปซะทุกร้าน ผละจากแผงอลังการงานปูมาได้ มาเจอร้านหนึ่งที่ฉันพยายามถามป้าว่าขายอะไร ป้าไม่พูดอะไร แค่แกทำท่าสายหน้าอกดิ้นดุ๊กดิ๊กให้ดู ภาษาคนของป้าน่าหยิกชะมัด ที่แท้ป้าแกขายหนวดปลาหมึกยักษ์ทอด แกไม่รู้จะสื่อสารยังไง เลยบอกใบ้ด้วยภาษากาย เจอแบบนี้เลยจากร้านป้ามาด้วยรอยยิ้ม
 
                         อีกร้านหนึ่งที่แค่ชะโงกไปดูลุงที่กำลังทำท่านั่งขูดหรือขัดอะไรซักอย่าง ยังไม่ทันรู้ว่าอะไร ลุงแกหยิบอาหารให้ชิม ที่แท้เป็นส่าหร่ายนั่นเอง พอส่องไปดูใกล้ๆ ถึงได้รู้เคล็ดลับความอร่อยของสาหร่ายร้านนี้  ที่แท้ลุงแกเอาเท้าข้างหนึ่งเหยียบสาหร่ายไว้นี่เอง งานนี้คงได้โปรตีนกันไปเต็มๆ
 
                         ตลาดนี้ ยังมีอีกหลายร้านที่น่าแวะ อาหารทะเลแน่นตลาด แต่ไม่มีอะไรเด่นแซงหน้าปูอีกแล้ว สำหรับใครตั้งใจจะไปกินปูตัวใหญ่ๆ ที่ฟูกุอิ บอกไว้เลยว่าต้องไปช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมเท่านั้น ถึงจะได้ช่วงหน้าปู ถ้าไปช่วงอื่นก็อาจจะได้กินแห้วแทน
 
                         ชิมปูกันได้ที่แล้ว เราเลยหาร้านปลาดิบกินมื้อกลางวันกันที่นี่เลย ซึ่งที่นี่เขาเสิร์ฟกันเซตใหญ่มาก ชนิดที่ว่าอิ่มอร่อยกันจนเพลียไปข้างหนึ่ง
 
                         สำรวจปูดูตลาดกันเสร็จ คราวนี้มุ่งหน้าไปหาจุดชมวิวในมุมสูงของฟูกุอิที่เรียกว่า Rainbow Line Mountain กัน ฤดูหนาวแบบนี้แค่ 3-4 โมงเย็นก็ใกล้มืดแล้ว แล้วยิ่งมาเจอวันที่ดินฟ้าอากาศไม่ค่อยเป็นใจแบบนี้ ทั้งอากาศและอารมณ์เลยพลอยทึมเทาตามกันไป
 
                         แต่มาถึงที่แล้ว จะทึมเทาแค่ไหนเราก็ต้องตะกายขึ้นกระเช้าไปหาจุดชมวิวที่อยู่บนภูเขาให้ได้ ด้านบนของจุดชมวิวแห่งนี้ ทำให้คิดถึงเมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ขึ้นมาโดยพลัน  ทิวเขาสลับซับซ้อนมีหิมะห่มเป็นหย่อมๆ กอดทะเลสาบเอาไว้หลวมๆ นี่ถ้าเป็นแดดดีฟ้าแจ่มคงจะงามพิลึก
 
                         อยู่บนนี้แล้วไม่ได้มีแค่วิวสวยๆ ให้ชมกัน แต่ยังมีงานประติมากรรมแปลกตาตั้งเอาไว้ให้ชมเป็นระยะอีกด้วย และมุมหนึ่งยังเป็นศาลเจ้าที่มีป้ายเอาไว้ให้ผู้คนมาเขียนขอพรกัน และมีกุญแจวางขายด้วย อารมณ์ประมาณว่า คู่รักควงกันมาชมวิว ไหว้พระ ขอพรเสร็จปุ๊บ คล้องกุญแจคู่รักกันไว้บนนี้เลย 
 
                         พูดก็พูดเถอะ ฤดูกาลนี่มีผลกับความรู้สึกของผู้คนเหมือนกันนะ อากาศหนาวๆ ฟ้าทึมๆ ต้นไม้ดูหงอยเหงาเศร้าซึมตามไปด้วย รีบเผ่นดีกว่าก่อนจะเฉาไปมากกว่านี้
 
                         ลงจาก Rainbow Line Mountain  เลยพุ่งไปหา โรงงานทำตะเกียบกันต่อ ญี่ปุ่นนี่ก็ลูกเล่นเยอะนะ เมื่อเช้าให้เราลับมีดไปแล้ว ตอนนี้แจกตะเกียบคนละคู่ ให้ไปทำลวดลายบนตะเกียบเอาเอง  สนุกล่ะสิทีนี้  ทุกคนได้ตะเกียบฝีมือตัวเองไปใช้ที่บ้าน เลอะและเละแค่ไหนเวลาใช้ก็ภูมิใจสุดๆ
 
                         ทำตะเกียบกันเสร็จ  ทางโรงงานต้อนไปช็อปตะเกียบกลับบ้านกันต่อ  เมื่อเช้าเจอมีดด้ามละ 3 แสนบาทไปแล้ว ตะเกียบไม้ก็ราคาเบาๆ แค่คู่ละเกือบพันบาทเท่านั้น
 
                         หลังจากไปยืนพ่นหายใจบนจุดชมวิวกันไปแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นเลยไปล่องเรือในทะเลสาบมิกาตะโกโค (Mikatagoko  Lake) ที่มองเห็นจากด้านบนกันบ้าง  ก็ได้อารมณ์ไปอีกคนละแบบ เพราะมองจากมุมนี้  ได้เห็นอาคารบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ตามริมน้ำ และธรรมชาติที่อยู่รายรอบตัว 
 
                         พอล่องเรือเสร็จเท่านั้นล่ะ  หิมะก็เริ่มโปรยปุยขาวๆ ลงมาแบบเบาๆ ซอฟท์ๆ จุดนี้หนีหนาวเข้าไปกินโซบะร้อนๆ เป็นอะไรที่เวิร์กที่สุด 
 
                         แค่ไม่กี่วันในฟูกุอิ ก็ทำให้รู้แล้วว่าเมืองนี้ไม่ใช่แค่น่าทำความรู้จัก แต่น่าเที่ยวอย่าบอกใคร
 
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(เที่ยวนี้ขอเล่า : กินปูที่ 'ฟูกุอิ' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง [email protected] IG - kan_hongthong)