
ปัดฝุ่น ก.ม. 'คู่รักเพศเดียวกัน' ความเท่าเทียมที่ถูกมองข้าม
12 มี.ค. 2558
ปัดฝุ่น ก.ม. 'คู่รักเพศเดียวกัน' ความเท่าเทียมที่ถูกมองข้าม : โดย...ชาญยุทธ ปะวะขัง
หากไม่ได้มองเพียงเพศสภาพ ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยมีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชายรักชาย หญิงรักหญิง ผู้ที่รักสองเพศ หรือผู้ที่รักข้ามเพศ ทว่ามุมหนึ่งพวกเขาหรือเธอจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญสารพัดปัญหา ซึ่งดูเหมือนว่าความไม่เท่าเทียมดังกล่าวกำลังบั่นทอนความเป็นมนุษย์อย่างที่ไม่ควรจะเป็น ในวงเสวนา “แนวทางการใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองครอบครัวที่หลากหลาย” อันเป็นความร่วมมือของมูลนิธิอัญจารี มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพผู้หญิง และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ต้องการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริง พร้อมชี้ประเด็นสำคัญเรื่องการรื้อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เน้นการรับรองสถานะเพื่อความเท่าเทียมในสังคม
จิตติมา ภาณุเตชะ ผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพผู้หญิง เปิดประเด็นว่า แนวทางสำคัญเรื่องการรับรองครอบครัวที่หลากหลาย อันดับแรกสังคมไทยต้องเห็นก่อนว่าทุกวันนี้มีความหลากหลายของครอบครัวเกิดขึ้นจริง ถัดมาต้องเข้าใจว่าการรับรองทางกฎหมายให้คนที่เป็นเพศเดียวกัน คือการที่สังคมจะคุ้มครองสิทธิในสิ่งที่พวกเขาพึงได้ อย่างกรณีคู่รักเพศเดียวกันช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการทำธุรกิจ มีการวางแผนกู้ร่วมแต่ไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นการตัดโอกาสของการสร้างครอบครัว ส่วนกรณีการเซ็นเอกสารรับการรักษาพยาบาล หากทำได้โดยง่ายก็จะเป็นโอกาสในการดูแลกันอย่างถึงที่สุด ดังนั้นกฎหมายการรับรองสถานะจึงไม่ใช่การที่จะบอกอย่างเดียวว่าสังคมไทยต้องยอมรับเท่านั้น แต่เป็นการให้โอกาสคนรักเพศเดียวกันใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะมีสิทธิได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม
“ถ้าไม่มี พ.ร.บ.เรื่องการจดทะเบียนสมรสไปแก้โจทย์ ซึ่งมีหลายเปลาะมาก เราต้องไปแก้กฎระเบียบอีกเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องการยกบุตรบุญธรรม เรื่องการกู้ร่วม เรื่องประกันต่างๆ ใครจะรับผลประโยชน์ เรื่องเจ็บป่วยใครจะเซ็นรับรอง แต่ถ้าเราสามารถปลดล็อกได้เพียงอันเดียวคือ สามารถมีรูปแบบทางกฎหมายรับรองชีวิตคู่คนที่รักเพศเดียวกัน ตรงนี้คือจุดเปลี่ยน ส่วนอื่นก็จะง่ายขึ้น แล้วหลายอย่างไม่ใช่เรื่องกฎหมายแต่เป็นเรื่องวิธีคิด คือการยอมรับความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกันแค่ไหน” จิตติมา กล่าว
กรณีศึกษาที่ไม่มีโอกาสแก้ตัวใหม่ ธนาพร คำศรี พนักงาน ขสมก. เล่าเรื่องราวคู่ชีวิตเพศเดียวกันที่อยู่ด้วยกันมานานเกือบ 10 ปี แต่ก็ต้องเผชิญปัญหาในการรับการรักษาว่า แฟนเป็นโรคหอบแล้วหมดสติ มีคนพาส่งโรงพยาบาล เมื่อตัวเองไปถึงพยาบาลก็สั่งให้ตามญาติมาเพื่อเซ็นรับการรักษา เนื่องจากตัวเองถือเป็นคนนอกตามกฎหมาย จึงต้องพยายามติดต่อญาติแฟนที่ไม่เคยรู้จักกันให้มาเซ็นรับรอง แต่ก็สายเกินไป เพราะอาการแฟนหนักเกินกว่าจะรอไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้จะผ่านมาแล้ว 1 ปี แต่ทำให้รู้สึกผิดมาตลอดว่าทำไมเราไม่มีสิทธิเซ็นเอกสารเพื่อช่วยชีวิตแฟนได้เลย กลายเป็นความไม่ยุติธรรมสำหรับเรา เราไม่มีสถานะในกฎหมายไทย
ขณะที่ ภัลลวี จงตั้งสัจธรรม และ รุ่งทิวา ตังคโนภาส คู่รักต่างวัยห่างกันถึง 15 ปี เล่าว่า พบรักและอยู่ด้วยกันมาเป็น 10 ปี ช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวจนสามารถตั้งบริษัทด้านการประเมินอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่ก็ติดข้อกฎหมายในการขอกู้ร่วมเพื่อดำเนินธุรกิจ เนื่องจากตามกฎหมายการเงินต้องเป็นคู่สมรสจดทะเบียนหรือเป็นญาติพี่น้องเท่านั้น อีกทั้งเรื่องการทำประกันต่างๆ ผู้รับผลประโยชน์ต้องเป็นคู่สมรสและญาติเช่นกัน
มีหวังแค่ไหนกับการเสนอแก้กฎหมาย อัญชนา สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิอัญจารี ชี้ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นกฎหมายกำกับเรื่องครอบครัว และคู่สมรสต่างๆ ยังมีบทด่างพร้อยที่ต้องแก้ไข เพื่อช่วยโอบอุ้มดูแลครอบครัวในทุกรูปแบบ หลักๆ มี 3 ส่วน ส่วนแรกจะแก้อะไร ถ้าแก้กฎหมายที่ด่างพร้อย เช่น บางมาตราของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องครอบครัวและคู่สมรส ก็ต้องแก้ที่แก่นเลย แนวที่สองคือแก้ในส่วนที่จะพอแก้ได้ มีการนำเสนอกฎหมายในรูปแบบพระราชบัญญัติ ซึ่งถ้าผ่านก็ดีแต่พอผ่านแล้วก็ต้องมาแก้กฎหมายที่ยังด่างพร้อยที่ยังเป็นกับดักอยู่ อีก สุดท้ายปัจจัยสำคัญคือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่เดือดร้อนในการเสนอเนื้อหากฎหมาย และนโยบาย ซึ่งทุกวันนี้ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอย่างไร ช่องทางที่จะนำเสนอความเดือดร้อนตีบตันลงทุกที
"ก่อนหน้านี้เรามีกฎหมายที่ว่าด้วยการเสนอกฎหมายของประชาชน เป็นพระราชบัญญัติที่ประชาชนมีสิทธิ เมื่อระดมร่างเสร็จแล้วพร้อมหนึ่งหมื่นรายชื่อพร้อมทะเบียนบ้านนำไปเสนอให้รัฐสภา แบบนี้จะทำให้ร่างของเราเข้าไปอยู่ในรัฐสภาได้ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่ากฎหมายที่ร่างขึ้นนั้นจะยังใช้ได้อยู่หรือไม่ บังเอิญว่ามีการยุบสภาเสียก่อน แล้วก็ยังไม่รู้ว่ากฎหมายอะไรยังใช้ได้ต่อไป แล้วช่วงนั้นกิจกรรมทางการเมืองก็ห้ามทำ หรืออะไรก็ห้ามทำเพราะจะถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง ตอนนี้เปิดใหม่เป็น สนช.ก็ไม่รู้ว่าจะรับร่างกฎหมายอะไรที่เป็นของประชาชนหรือเปล่า สับสนไปหมดในเรื่องของขั้นตอน แต่หากรัฐธรรมนูญเสร็จมีรัฐสภาใหม่มา มีขั้นตอนที่ชัดเจน อยากให้ประชาชนยังมีสิทธิในการนำเสนอร่างกฎหมายอย่างที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ" อัญชนา กล่าว
ทั้งนี้ โต้โผสำคัญในการแก้กฎหมายเพื่อความเสมอภาค ทิ้งท้ายว่า ร่างกฎหมายที่ทำไว้แล้วคือกฎหมายพระราชบัญญัติจดทะเบียนคู่ชีวิต เป็นกฎหมายที่แยกออกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งคำว่า “คู่ชีวิต” หากได้มาก็ยังดีกว่าไม่ได้ แต่ไม่เหมือนคำว่า “คู่สมรส” เพราะคู่สมรสอยู่ในกฎหมายกองทุนประกันสังคม กฎหมายข้าราชการพลเรือน กฎหมายอาญาในเรื่องของการเป็นตัวแทน ทุกวันนี้กฎหมายต่างๆ ยังเขียนคำว่าคู่สมรส อย่างน้อยในแง่สังคมทำให้รับรู้ว่ามีคู่ชีวิตแบบเพศเดียวกัน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพียงแต่ก็ต้องระวังว่าต้องไม่ไปหลงกับคำนี้มาก เพราะยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่ต้องแก้อีก คงต้องไปเสียบคำว่าคู่ชีวิตในทุกๆ ที่ที่คู่สมรสมีสิทธิในเชิงการคุ้มครอง เพราะการจะตีความทางกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ไม่ใช่ได้คำว่าคู่ชีวิตมาแล้วจะไปรับสิทธิสวัสดิการที่อยู่ในกฎหมายอื่นเขียนไว้ว่าสำหรับคู่สมรส ขนาดคู่ชายหญิงที่อยู่กันมาเหมือนสามีภรรยาแต่ยังไม่จดทะเบียนก็รับสิทธิในฐานะคู่สมรส ข้าราชการไม่ได้ ต่อให้อยู่กันมาเป็น 10 ปีก็ต้องจดทะเบียนสมรส วันนี้้เราต้องทำการศึกษาให้ลึกซึ้งเพื่อเตรียมเสนอเข้ารัฐสภา
------------------------
(ปัดฝุ่น ก.ม. 'คู่รักเพศเดียวกัน' ความเท่าเทียมที่ถูกมองข้าม : โดย...ชาญยุทธ ปะวะขัง)



