
เด้งปลัดณรงค์ ลดฝุ่นตลบ !! สงคราม 'สธ.-สปสช.' ยังไม่จบ !!
12 มี.ค. 2558
เด้งปลัดณรงค์ ลดฝุ่นตลบ !! สงคราม 'สธ.-สปสช.' ยังไม่จบ !! : โดย...กมลทิพย์ ใบเงิน
กระแสข่าวลือกันให้แซด!! "เด้ง" นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์" พ้นเก้าอี้ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ทำให้ตลอดเวลา 6 เดือน ฝุ่นตลบไม่เคยจางหายไปจากวงการสาธารณสุข เกิดจากการพุ่งปะทะกันระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) "ฝ่ายผู้ให้บริการรักษาพยาบาล" เพราะมีโรงพยาบาลอยู่ในสังกัดกว่า 900 แห่ง ทั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอ ประจำจังหวัด และโรงพยาบาลศูนย์ กับ "ฝ่ายผู้ซื้อบริการ" อย่าง "สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)" ที่รับผิดชอบดูแลสิทธิรักษาพยาบาลของคนไทยกว่า 48 ล้านคน โดย สธ.คือผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดของประเทศประมาณ 80% ขณะที่สปสช.คือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดเช่นกัน
ชนวนความขัดแย้งรอบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ "ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน" มานั่งเก้าอี้ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข" และเข้าร่วมประชุม "คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" (บอร์ดสปสช.) ในฐานะ "ประธาน" ครั้งแรก ซึ่ง สธ.เสนอให้มีการ "ปรับแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" หรือ "บัตรทองใหม่" ด้วยการวางกรอบการจัดสรรงบประมาณระดับเขตสุขภาพ พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมา 12 ปี ระบบการจัดสรรแบบเดิมทำให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง ตัวเลขปี 2557 วิกฤติการเงินระดับรุนแรงราว 136 แห่ง และอ้างว่ามี "เงินค้างท่อ" ไปไม่ถึงโรงพยาบาลอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่ สปสช.ยืนยันว่าแนวทางการบริหารงบประมาณที่ผ่านมาโปร่งใส ส่วนโรงพยาบาลที่ขาดสภาพคล่องมีการวางกลไกแก้ปัญหาแล้ว และส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากการบริหารของผู้อำนวยการโรงพยาบาลและการเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรของสธ.
ดูเหมือนว่าทั้ง "สธ. และ สปสช." ต่างรับรู้ถึงข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่นเดียวกัน คือ “โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง” แน่นอนย่อมเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน หากโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องหนักจนไม่มีเงินซื้อยา เวชภัณฑ์ หรือจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังขัดแย้งเรื่องแนวทางการแก้ปัญหา ที่ฝ่ายหนึ่งยืนตามแนวทางเดิมและอีกฝ่ายต้องการปรับเปลี่ยน !
คู่ขัดแย้งระหว่าง "สธ.-สปสช." ยุติชั่วคราว เมื่อ "บอร์ดสปสช." มีมติเห็นชอบให้ สปสช.จัดสรรงบตามแนวทางเดิม แต่จะต้องไม่เรียกเงินส่วนที่เป็นงบจ่ายล่วงหน้าคืนจากหน่วยบริการในช่วงปลายปีงบประมาณ หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์มาต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต่อรองกันหลากหลายรูปแบบ จนนำไปสู่จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง "สธ.กับสปสช." ในการทำงานร่วมกัน เพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และมีคำสั่งสายฟ้าแลบจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ยุติความขัดแย้งระหว่าง "สธ.-สปสช." โดยเร็ว
ตลอดระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนในตำแหน่ง "ปลัดณรงค์" เร่งเดินหน้าผลักดันปฏิรูประบบสาธารณสุข 5 ด้าน ดังนี้ 1.ปฏิรูประบบบริการเป็นเขตสุขภาพ 12 เขตภูมิภาคและกทม. ให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติงานในภูมิภาค จัดบริการประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง 2.ปฏิรูปการเงินการคลังด้านสุขภาพ ให้มีธรรมาภิบาลและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการสุขภาพดีขึ้น หน่วยบริการได้รับงบประมาณเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการจัดบริการประชาชน 3.สร้างระบบธรรมาภิบาลและกลไกเฝ้าระวัง ตรวจสอบถ่วงดุล โดยสร้างความเข้มแข็งของกลไกประชาคมสาธารณสุข เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล (Watch and Voice) การบริหารจัดการทุกระดับของกระทรวงสาธารณสุข เป็นพลังปกป้องระบบคุณธรรมในการบริหารประเทศ 4.การบริหารกำลังคนภาครัฐ ให้สอดคล้องกับระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและควรจะเป็น และ 5.การดูแลส่งเสริมพัฒนาการเด็กไทย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 5 ปี
การปฏิรูประบบสาธารณสุข 5 ด้าน ตามแนวคิดของ "ปลัดณรงค์" ส่งผลให้ "ชมรมแพทย์ชนบท" และ "องค์กรเหล่าตระกูล ส." เห็นว่า แนวทางที่ "นพ.ณรงค์" ผลักดัน กระทบกระเทือนต่อแนวทางและสถานะของตนอย่างรุนแรง
ว่ากันว่า "นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ" ผู้นำแพทย์ชนบท ได้นำเสนอ "10 ทุรลักษณ์" ต่อ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) เป็นการกล่าวหาถึงการดำเนินนโยบายของข้าราชการระดับสูงสุดของ สธ.ที่อิงนักการเมือง เอื้อประโยชน์โรงพยาบาลเอกชนในเมืองใหญ่ จ่อทำลายระบบหลักประกันสุขภาพ-หน่วยงานตระกูล ส. ออกนโยบาย P4P เปลี่ยนระบบค่าตอบแทนเหมาจ่ายที่จูงใจให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ทำงานในชนบท รวมถึงเสนอแผนปฏิรูปสร้างเขตบริหารสุขภาพ เพื่อยึดอำนาจที่เคยกระจายให้นายแพทย์สาธารณสุข 76 จังหวัด ผอ.โรงพยาบาล กว่า 1,000 แห่ง มารวมศูนย์ที่ผู้ตรวจราชการ 12 เขต เพื่อง่ายต่อการสั่งการ และดึงหน่วยงานตระกูล ส. อาทิ สปสช., สสส., สช., สพฉ. ให้กลับไปอยู่ภายใต้อำนาจ สธ. เปิดยุคความขัดแย้งครั้งใหญ่ในระบบสาธารณสุข
ว่ากันว่า มีกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติบางคนร่วมโหมไฟ ชี้ชัดว่า "ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข" กำลังวางยา คสช. ควบคู่ไปกับการถูกขยายผลทันทีว่า "สธ." กำลังจะร่วมมือกับ "คสช." ล้มโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ชาวบ้านทั่วประเทศ 48 ล้านคนได้รับประโยชน์
6 มีนาคม 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ใจความตอนหนึ่งว่า "ถ้ามีงานอะไร ในกระทรวงไหนไม่เดิน ทั้งที่รัฐมนตรีได้สั่งการไปแล้ว ผมจะเล่นงานข้าราชการประจำแน่ ผมไม่ย้ายรัฐมนตรีเพราะผมตั้งมากับมือ และรู้ดีว่าแต่ละคนทำงานอย่างไร"
ดูเหมือนว่า วาทะเด็ดของ "พล.อ.ประยุทธ์" ได้ลดแรงกระเพื่อมต่อกระแสข่าวลือจะปรับคณะรัฐมนตรี "ประยุทธ์1" ได้ทันที แต่เหนือความคาดหมาย "ถ้ามีงานอะไรในกระทรวงไหนไม่เดิน" บ่งบอกนัยหมายถึง "กระทรวงสาธารณสุข"
9 มีนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ปท.) ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการบริหารงบ สปสช. จากนั้นในวันรุ่งขึ้น(10 มี.ค.) "นพ.วินัย สวัสดิวร" เลขาธิการ สปสช. ชี้แจงผ่านวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ใจความตอนหนึ่งว่า "การบริหารงบ สปสช.ผ่านมติบอร์ดสปสช.เห็นชอบมาตลอด"
11 มีนาคม มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการทำงานของ "ปลัดณรงค์" โดยให้ "น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร" ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยระหว่างนี้ให้ย้าย "นพ.ณรงค์" ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปก่อน จนกว่าจะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ
หากย้าย "ปลัดณรงค์" เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทำงาน ทำไมกรณี "สปสช." ที่ถูก ป.ป.ท.ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่ยังให้ "นพ.วินัย" นั่งเก้าอี้เลขาธิการ สปสช. คำถามนี้พุ่งตรงไปที่ "รมว.สาธารณสุข-รองนายกฯ-นายกฯ" เชื่อว่าประชาคมสาธารณสุขยังคาใจ
"ปลดปลัดณรงค์" แค่ลดฝุ่นตลบในวงการสาธารณสุข แต่ซุกขยะไว้ใต้พรม เพราะสงครามระหว่าง "สธ.-สปชส." ยังไม่จบ อีกทั้งปัญหาระบบสาธารณสุขยังไม่ได้รับการแก้ไข
------------------------
(เด้งปลัดณรงค์ ลดฝุ่นตลบ !! สงคราม 'สธ.-สปสช.' ยังไม่จบ !! : โดย...กมลทิพย์ ใบเงิน)



