
ดูแลสุขภาพสตรี เริ่มที่ระบบประจำเดือน (2)
13 มี.ค. 2558
ดูแลสุขภาพ : ดูแลสุขภาพสตรี เริ่มที่ระบบประจำเดือน (2)
มาว่ากันต่อที่เรื่องของการดูแลสุขภาพสตรีกับการแพทย์แผนไทย วันนี้จะพูดถึงการปวดประจำเดือน ตกขาว และไข้ทับระดู
สำหรับการปวดประจำเดือนนั้น มักเกิดในหญิงสาวที่เริ่มมีประจำเดือน โดยอาจมีอาการทุกเดือน หรือมีอาการเป็นบางเดือนเท่านั้น และมักจะเกิดจากความวิตกกังวล จากสภาวะทางจิตใจ ซึ่งมีสาเหตุมาจากธาตุลมพิการ อาการส่วนใหญ่จะปวดบริเวณท้องน้อย ปวดหลัง ท้องอืด ปัสสาวะคั่ง ปวดไปทั่วส่วนล่างของร่างกาย สิ่งที่ควรงด คือ การอาบน้ำเย็น การสระผมด้วยน้ำเย็น การดื่มน้ำเย็น การกินอาหารที่มีคุณสมบัติเย็นระหว่างมีประจำเดือน สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ การออกกำลังกาย การกินอาหารที่มีรสร้อน ขม เปรี้ยว และใช้ตำรับยาดังต่อไปนี้
- นำยอจิ้มเกลือ ตำส้มตำกิน หรือยอผสมพริกไทยตามตำรับกุลกา
- นำรากเอนอ้าต้มกินแก้ปวดประจำเดือน ถ้าได้เอนอ้าดอกขาวจะดีมาก
- นำหัวหรือรากของเครือหมาน้อยฝนกับน้ำกิน วันละ 3 เวลา หรือเถาแห้งทำเป็นลูกกลอน หนักประมาณ 1-2 กรัม รับประทานวันละ 2-3 ครั้ง หรือจะใช้เถาหรือรากของเครือหมาน้อย 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือดจากน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน รับประทานครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 เวลา
- นำใบอัคคีทวารกินเป็นผัก ยำ หรือนำใบมาต้มน้ำกิน
- นำต้นสดของผักคราดหัวแหวนผสมกับน้ำมะนาว ทำเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหาร
- นำน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะพูน ผสมเหล้าขาว 1-3 ช้อนชา
- กินงาผง ครั้งละครึ่งช้อนชา วันละ 2 ครั้ง เป็นประจำ
- นำขี้เหล็กทั้งห้า (ใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) ปริมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ให้เดือดประมาณ 15 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น
- ใช้ยาประสะไพล
อาการตกขาว หมอพื้นบ้านเชื่อว่าตกขาวเกิดจากการที่ปิตตะโทษ (ความร้อน) ในร่างกายเผาเลือดสีแดงให้เปลี่ยนสีกลายเป็นสีขาว ผู้ที่เป็นจะมีอาการตกขาวที่มีกลิ่นเหม็น บางครั้งก็รู้สึกร้อนที่ช่องคลอดร่วมกับอาการปัสสาวะลำบาก หรือบางครั้งตกขาวมีสีอื่นปน อาจมีอาการปวด แสบคัน อาการปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย ใจสั่น ซีดเซียว สะลึมสะลือไม่สดชื่น ไม่มีเรี่ยวแรง อาการเหล่านี้ในอดีตเป็นปัญหาสำคัญมาก บ่งบอกถึงความไม่ปกติที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นอาจลุกลามเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
สิ่งที่ควรงด คือ อาหารรสจัด อาหารที่มีคุณสมบัติร้อน อาหารสำเร็จรูปที่มีสารกันบูด สีสังเคราะห์ การใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่จำเป็น การอยู่ภายใต้ความร้อนนานๆ อยู่ภายใต้สภาวะเครียด เช่น การอดข้าว อดนอน อดน้ำ หรือมีความวิตกกังวลต่างๆ รวมทั้งการที่ต้องเดินทางในระยะเวลายาวนาน การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง เป็นต้น ส่วนสิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ รับประทานควรมีคุณสมบัติเย็น มีรสหวาน มีกลิ่นหอม ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย รักษาสุขอนามัย และใช้ยาสมุนไพรในตำรับในการรักษา
ส่วนไข้ทับระดูนั้น เป็นสภาวะที่ความร้อนเจอกับความร้อนทำให้ร่างกายมีความผิดปกติต่างๆ เช่น ไข้ร้อนไปทั้งตัว ปวดหัว ปวดไปทั่วสรรพางค์กาย อ่อนเพลียไม่มีแรง ส่วนใหญ่จะใช้ยาเย็นจำพวกพืชตระกูลข้าวหรือหญ้า เข้าไปช่วยลดความร้อน หรือบางครั้งอาการไข้เกิดจากเลือดเสียที่ออกไม่หมด ดังนั้น จึงต้องหาวิธีทำให้เลือดเสีย ที่คั่งค้างนั้นออกมาให้ได้ หากมีอาการสะบัดร้อน สะบัดหนาว ไม่ใช่ร้อนเพียงอย่างเดียว อาการเช่นนี้ต้องใช้ยารสร้อนช่วย โดยให้รับประทานสมุนไพร เช่น ยอ ยากุลกา ผักแพว หรือเอาน้ำอุ่นประคบท้อง เพื่อให้เลือดไหลออกได้ง่ายขึ้น พอเลือดเสียออกมาได้ อาการก็จะหายไปเอง
ตำรับยา
- นำไผ่จืดทั้งห้า (ใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) ปริมาณ 1 กำมือ เติมน้ำ 3 แก้ว ต้มเดือด 10 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว ทุก 2-4 ชั่วโมง
- นำข้าวโพดทั้งห้า (ใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) จำนวน 1 ต้น หรือซังข้าวโพด 3 ซัง ต้มน้ำ 3 แก้ว ให้เหลือ 1 แก้ว กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น
- นำบานไม่รู้โรยดอกขาวทั้งห้า ต้มกิน
- นำรากไผ่รวก 1 กำมือ มัด 3 เปลาะ ใส่น้ำ 4 แก้ว ต้มให้เหลือ 1 แก้ว กิน 3 ครั้งต่อวัน เช้า กลางวัน เย็น แก้มัดออก 1 เปลาะ แล้วเติมน้ำที่ต้มให้เท่าเดิมทุกครั้งที่จะต้องกินใหม่
- นำดอกกล้วย (หัวปลี) ต้มน้ำกิน
- นำผักแพวทั้งห้า หรือถอนมาแล้วมาตัดหัวตัดท้าย ต้มกิน
- นำยอจิ้มเกลือ หรือจะใช้ยอกวนผสมพริกไทยตามตำรับกุลกา
- นำฝักฝางสามฝักตัดเป็นสามท่อนเอาแต่ท่อนกลาง ต้มกิน
- นำเปลือกมะยมขนาดเท่าฝ่ามือ 3-5 ชิ้น เกลือ 2-3 เม็ด ใส่น้ำให้พ้นเปลือกมะยม ต้มให้เดือด 10 นาที กินครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น



