ไลฟ์สไตล์

งบโฆษณาครึ่งปีแรกวูบกว่า5%ปรับเป้าทั้งปีติดลบเพิ่มเป็น 8%

งบโฆษณาครึ่งปีแรกวูบกว่า5%ปรับเป้าทั้งปีติดลบเพิ่มเป็น 8%

13 ก.ค. 2552

งบโฆษณาครึ่งแรกปี 2552 วูบ 5.11% มูลค่า 4.1 หมื่นล้าน สื่อหลักติดลบต่อเนื่อง ด้านมีเดีย เอเยนซี คาดทั้งปีติดลบ 8% ผลกลุ่มรถยนต์ มือถือ อสังหาฯ ชะลอตัว

บริษัท นีลเส็น จำกัด รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อช่วง 6 เดือนแรกของปี 2552 พบว่า ภาพรวมมีอัตราลดลง 5.11% ด้วยมูลค่า 41,936 ล้านบาท โดยสื่อหลักอยู่ในสภาพติดลบทุกสื่อ ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ลดลง 1.61% มูลค่า 24,885 ล้านบาท วิทยุลดลง 13.47% มูลค่า 2,838 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ลดลง 14.62% มูลค่า 6,388 ล้านบาท นิตยสารลดลง 14.81% มูลค่า 2,416 ล้านบาท และป้ายโฆษณาลดลง 7.53% มูลค่า 1,990 ล้านบาท

 ส่วนสื่อที่ยังมีอัตราการเติบโต คือ สื่อโฆษณานอกบ้าน ในกลุ่มโรงภาพยนตร์ เติบโต 3.26% มูลค่า 2,029 ล้านบาท สื่อเคลื่อนที่ เติบโต 29.65% มูลค่า 892 ล้านบาท สื่อ ณ จุดขาย หรือ อินสโตร์ เติบโต 0.25% มูลค่า 403 ล้านบาท และสื่ออินเทอร์เน็ต เติบโต 9.09% มูลค่า 96 ล้านบาท

 นางสุภาณี เดชาบูรณานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการกลุ่มกลยุทธ์การค้าและการลงทุนในสื่อ กรุ๊ปเอ็ม มีเดีย เอเยนซี กล่าวว่า อุตสาหกรรมโฆษณาในช่วงครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยลบจากปัญหาการเมือง ราคาน้ำมัน และภาวะเศรษฐกิจซบเซา ดังนั้น หากผู้ประกอบการเห็นว่าผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ ก็จะหันมาใช้กลยุทธ์ระยะสั้น เน้นโปรโมชั่นสร้างยอดขาย และลดการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อหลัก ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้ อาจจะอยู่ในสภาพติดลบประมาณ 8% จากเดิมที่ประเมินว่าจะติดลบ 6%

 โดยในช่วงครึ่งปีแรกพบว่า กลุ่มเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ใช้งบประมาณผ่านสื่อลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สื่อหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ซึ่งเป็นสื่อหลักของการใช้งบประมาณในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

 นอกจากนี้การขยายตัวของธุรกิจทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ได้กลายเป็นสื่อทางเลือกใหม่ของสินค้าและบริการใช้งบโฆษณาอีกด้วย เนื่องจากมีราคาถูกกว่าสื่อแมส และเข้าถึงผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มได้ดี โดยคาดว่าปีนี้จะมีเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดังกล่าวประมาณ 800-1,000 ล้านบาท

 สำหรับบริษัทที่ใช้งบโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ มูลค่า 2,319 ล้านบาท, ไบเออร์สดอร์ฟ มูลค่า 993 ล้านบาท, ลอรีอัล มูลค่า 802 ล้านบาท, พีแอนด์จี มูลค่า 691 ล้านบาท และเอไอเอส มูลค่า 652 ล้านบาท