ไลฟ์สไตล์

อยากขอเงินบำเหน็จล่วงหน้าใช้

อยากขอเงินบำเหน็จล่วงหน้าใช้

11 มี.ค. 2558

เปิดซองส่องไทย : อยากขอเงินบำเหน็จล่วงหน้าใช้

 
                         ผมเป็นข้าราชการบำนาญ มีความประสงค์อยากขอรับเงินบำเหน็จตกทอดครั้งที่ 2 เมื่อมีอายุครบ 65 ปี ซึ่งมีข้อสงสัยและไม่เข้าใจ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
 
                         ผมได้รับบำเหน็จตกทอด เมื่อลาออกราชการจากต้นสังกัดแล้ว จำนวนเงินที่ได้รับคือ 2 แสนบาท ต่อมาทางราชการให้ข้าราชการบำนาญสามารถกู้เงินบำเหน็จตกทอดจากธนาคารที่เข้าร่วมโครงการได้ ผมได้ไปกู้เงินบำเหน็จตกทอดมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่มากสักเท่าไหร่
 
                         ต่อมาผมมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ จึงทำเรื่องขอเงินบำเหน็จตกทอดมายังต้นสังกัด (สพป.) ศธ. และได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่การเงินของต้นสังกัดว่า ไม่สามารถขอรับเงินบำเหน็จตกทอดได้ เนื่องจากผมได้ใช้สิทธิในการกู้เงินบำเหน็จไปแล้ว โดยใช้เงินบำเหน็จเป็นตัวค้ำประกันกับธนาคารที่ขอกู้เงินไป ทั้งๆ ที่ยังมีเงินบำเหน็จเหลืออยู่ โดยธนาคารได้หักเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยจากต้นสังกัดทุกๆ เดือน คาดว่าจะหมดภาระหนี้จำนวนดังกล่าวได้ในเร็วๆ นี้
 
                         ถ้าหากผมจะขอเงินบำเหน็จชำระหนี้ธนาคารตามจำนวนที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กำหนดได้หรือไม่ จะได้ไม่ถูกหักเงินบำนาญให้ทางธนาคาร ซึ่งจะทำให้มีเงินบำนาญเหลือใช้จ่ายมากขึ้นต่อเดือน 
 
                         ผมจึงอยากให้ทางกรมบัญชีกลางช่วยตอบรายละเอียดและข้อมูลให้ชัดเจนในการขอรับเงินบำเหน็จตกทอดอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ เพราะผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร อยากนำเงินบำเหน็จตกทอดออกมาใช้ ซึ่งความจริงแล้วเป็นเงินที่ผมน่าจะได้ใช้ แต่ทางกรมบัญชีกลางกลับไม่ให้ใช้ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร
 
 
คนบำนาญ 65 บริบูรณ์
 
 
ตอบ
 
 
                         กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ตามที่ผู้รับบำนาญสังกัด (สพป.) ศธ. ขอให้ตอบรายละเอียดและข้อมูลในการขอรับบำเหน็จตกทอดอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ซึ่งความจริงเป็นเงินที่ผู้ร้องน่าจะได้ใช้แต่ทางกรมบัญชีกลางกลับไม่ให้ใช้ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
 
                         กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.5/ว 194 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2554 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขอรับและการออกหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันกู้เงิน และการหักเงินบำนาญเพื่อชำระคืนเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงิน กำหนดให้กรณีที่ผู้รับบำนาญยื่นคำร้องขอรับหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอด เพื่อไปเป็นหลักทรัพย์
 
                         ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินแล้ว ไม่มีสิทธิยื่นขอบำเหน็จดำรงชีพ เนื่องจากการออกหนังสือรับรองจะต้องตรวจสอบและพิจารณาจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดส่วนที่เหลือทั้งหมดของผู้รับบำนาญ ซึ่งหากผู้รับบำนาญที่ได้นำหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินแล้ว ยังมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพได้อีก จะทำให้กระทบสิทธิของสถาบันการเงิน ซึ่งอนุมัติให้กู้เงินโดยพิจารณาจากจำนวนเงินสิทธิในบำเหน็จตกทอดตามหนังสือรับรองดังกล่าวด้วย เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับหนังสือรับรองแล้วผู้รับบำนาญยังไม่ได้ไปขอกู้เงินกับสถาบันการเงินก็สามารถขอยกเลิกหนังสือรับรองดังกล่าว เพื่อขอรับบำเหน็จดำรงชีพได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องได้นำหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินแล้ว จึงไม่มีวงเงินบำเหน็จตกทอดเหลืออยู่ที่จะจ่ายเป็นบำเหน็จดำรงชีพเมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ได้ อย่างไรก็ดี หากผู้ร้องได้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ก็สามารถขอรับบำเหน็จดำรงชีพในส่วนที่เหลือได้ต่อไป
 
                         และตามที่กระทรวงการคลังได้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพื่อให้ผู้รับบำนาญสามารถนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงิน ดังนั้น เพื่อให้การขอรับและการออกหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน และการหักเงินบำนาญเพื่อชำระคืนเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงิน เป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ กรมบัญชีกลางจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขอรับและการออกหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน และการหักเงินบำนาญเพื่อชำระคืนเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงิน 
 
                         กรมบัญชีกลาง จึงขอส่งหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขอรับและการออกหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน และการหักเงินบำนาญเพื่อชำระคืนเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงิน มาเพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ถือปฏิบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป