ไลฟ์สไตล์

คลอดก่อน-หลังกำหนด 'เสี่ยง' อย่างไร

คลอดก่อน-หลังกำหนด 'เสี่ยง' อย่างไร

11 มี.ค. 2558

ดูแลสุขภาพ : คลอดก่อน-หลังกำหนด 'เสี่ยง' อย่างไร

 
                         การให้กำเนิดลูกน้อยถือเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัว แต่คุณแม่ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ต่างๆ ที่อาจมีผลต่อทารกในครรภ์ หรือสุขภาพของตัวคุณแม่เอง ซึ่งอาจทำให้ช่วงเวลา 9 เดือนของอายุครรภ์เต็มไปด้วยความ “เสี่ยง” มากกว่าที่คิด 
 
                         รูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงยุคใหม่มีแนวโน้มตั้งครรภ์เมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า การตั้งครรภ์เมื่ออายุมากขึ้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน สำหรับช่วงเวลาในการตั้งครรภ์ครบกำหนดแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การตั้งครรภ์ครบกำหนดช่วงต้น (Early term) 37-38 สัปดาห์ 6 วัน, การตั้งครรภ์ครบกำหนดปกติ (Full term) 39-40 สัปดาห์ 6 วัน และการตั้งครรภ์ครบกำหนดช่วงท้าย (Late term) 41-42 สัปดาห์ ซึ่งผลของการคลอดก่อนกำหนด 37 สัปดาห์ อาจทำให้เด็กผิดปกติ 
 
                         โดยเฉพาะสมอง เนื่องจากการทำงานของปอดที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ทำให้สมองขาดออกซิเจน ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้สมองเด็กจะไม่พัฒนา เกิดเนื้อตายในสมอง เส้นเลือดในสมองแตกและเสียชีวิตในที่สุด การฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ จะทำให้รู้ว่ามีตำแหน่งการตั้งครรภ์ผิดปกติหรือเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือไม่ รวมถึงกำหนดวันคลอดที่แน่นอน เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างราบรื่น หลีกเลี่ยงการผ่าคลอดก่อนกำหนด หรือคลอดช้าเกินไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเด็กในครรภ์ 
 
                         การคลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่มาจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ สาเหตุแรกมาจากตัว “แม่” ที่มีมดลูกไม่แข็งแรง และมีขนาดเล็กกว่าปกติ เนื่องจากมีเนื้องอกมดลูกหรือมีผนังกั้นในโพรงมดลูก ซึ่งเกิดได้จากกรรมพันธุ์ หรือความผิดปกติแต่กำเนิด รวมถึงปัจจัยภายนอก ขณะที่คุณแม่ที่คลอดก่อนกำหนดบางรายพบภาวะติดเชื้อรุนแรงจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก เนื่องจากอาการไข้สูงจะเป็นตัวกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว และคลอดก่อนกำหนดในที่สุด ปัจจัยเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดจะเพิ่มขึ้นในแม่ที่เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนด และกลุ่มคุณแม่ที่อัลตราซาวนด์แล้วพบว่า ปากมดลูกสั้นน้อยกว่า 2 เซนติเมตรครึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องตรวจคัดกรองความแข็งแรงปากมดลูก เพื่อคงการตั้งครรภ์ตลอด 40 สัปดาห์ หรือในกรณีที่พบปากมดลูกสั้น แพทย์จะให้ยาป้องกันตั้งแต่ 16-24 สัปดาห์ เพื่อลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดได้
 
                         สาเหตุที่สองเกิดจาก “ลูก” โดยเฉพาะเด็กที่มีความผิดปกติบางอย่างตั้งแต่ในท้อง เช่น ความผิดปกติของโครโมโซม ดาวน์ซินโดรม หรือความผิดปกติจากกรรมพันธุ์บางอย่างที่กระตุ้นให้เด็กคลอดก่อนกำหนดและแท้ง โดยส่วนใหญ่ท้องหลังจะมีความเสี่ยงมากกว่าท้องแรก ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรวางใจ เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดมักมีปัญหาเรื่องการหายใจ เนื่องจากปอดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องให้ออกซิเจน ต้องเข้าตู้อบเพื่อปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม และป้องกันการติดเชื้อจากอากาศ เนื่องจากทารกมีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย การคลอดก่อนกำหนดมากๆ จะทำให้ตับเด็กพัฒนาได้ไม่ดี ไม่สามารถขับสารพิษออกมาได้ทัน ทำให้มีลักษณะผิวเป็นสีเหลือง และมีโอกาสติดเชื้อจากอากาศ/อุณหภูมิภายนอกได้มากกว่า เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าเด็กทั่วไป 
 
                         ส่วนสาเหตุที่สาม เกิดจากความผิดปกติของ “รก” เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งพบได้บ่อยในคุณแม่อายุมาก ท้องหลัง และท้องแฝด คุณแม่ที่มีความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ ติดเชื้อในมดลูก คุณแม่ที่สูบบุหรี่ มีเนื้องอกที่มดลูก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้รกลอกตัวเร็ว ก่อนที่เด็กจะคลอด ทำให้รก ซึ่งเคยทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน อาหาร และขับถ่ายของเสียทำได้ไม่ปกติ 
 
                         ส่วนการคลอดที่ช้ากว่ากำหนดนั้น ก็ถือว่าไม่เป็นผลดีเช่นกัน เนื่องจากรกจะค่อยๆ เสื่อมคุณภาพ ทำให้การลำเลียงออกซิเจนและอาหารทำได้น้อยลง มีผลทำให้เด็กขาดอาหารและออกซิเจนตั้งแต่อยู่ในท้อง และเมื่อได้รับน้ำตาลต่ำก็มีผลต่อสมอง ทำให้พัฒนาการทางสมองล่าช้า ส่งผลให้การเรียนรู้ในอนาคตน้อยลง การที่รกทำงานได้ไม่ปกติ สังเกตได้จากที่เด็กขยับตัวน้อยลง ปัสสาวะน้อยลง ไม่ดิ้น เพื่อสงวนพลังงานเอาไว้  อีกทั้งการที่ได้รับสารอาหารน้อย ทำให้น้ำคร่ำน้อยลง เด็กเกิดภาวะเครียด ถ่ายเป็นขี้เทา หรือมิโคเนียม (Meconium) ออกมา โดยเฉพาะขี้เทาถือเป็นความเสี่ยง ยิ่งเหนียวยิ่งข้น ยิ่งเป็นอันตรายต่อเด็ก เพราะหากเกิดสำลักเข้าปอดตอนคลอด เด็กที่คลอดออกมาจะมีปัญหาเรื่องปอด จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอัดออกซิเจนเข้าไปในปอด จนกว่าขี้เทาจะถูกดูดซึมหายไป
 
 
 
 
นพ.ร่มไทร เลิศเพียรพิทยกุล 
 
แพทย์เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์