ไลฟ์สไตล์

ชวนเที่ยว : 'สิกิริยา' ภูผาสิงโต

ชวนเที่ยว : 'สิกิริยา' ภูผาสิงโต

08 มี.ค. 2558

ชวนเที่ยว : 'สิกิริยา' ภูผาสิงโต : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                              ไม่บ่อย ที่วอกแวกออกนอกประเทศ ไปดูแหล่งท่องเที่ยวต่างถิ่นบ้าง ประเทศในแถบเอเชียใต้หลายประเทศน่าสนใจ แต่ประเทศที่คนไทยเราคุ้นเคยสินค้าของเขาอย่างดี ทั้งชา อัญมณี ไปจนถึงเครื่องเทศ อย่าง ศรีลังกา ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะความเป็นประเทศเก่าแก่ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนาที่เข้มแข็ง รวมถึงคำว่า เมืองหลวงเก่า ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยาก ยิ่งเดี๋ยวนี้มีบริษัททัวร์หลายแห่งจัดทัวร์ไปทำบุญที่ศรีลังกา หรือใครจะอยากเดินทางไปเที่ยวเองก็ไม่ใช้เรื่องยากอีกต่อไป
 
                              ฉันเอง ตามทัวร์ทำบุญของ P&K travel design (0-2683-2929) ไปศรีลังกา ออกเดินทางกันค่อนดึกแต่ไปถึงนู่นก็ยังไม่สว่าง เพราะเวลาศรีลังกาช้ากว่าบ้านเราชั่วโมงครึ่งนั่นเอง เลยมีเวลาพักผ่อนได้นิดหน่อย ก่อนจะออกเดินทางยังที่หมายปลายทาง  แน่นอน... เมืองหลวงเก่า
 
                              ศรีลังกามีเมืองหลวงเก่าถึง 3 แห่ง ได้แก่ เมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) เมืองหลวงแห่งแรกที่รุ่งเรืองนานกว่า 1,200 ปี ตามมาด้วยเมืองโปลอนนูวาระ(Polonnaruwa)  เมืองแคนดี (Kandy) จนมาถึงยุคของกรุงโคลอมโบเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 4 และเป็นเมืองหลวงปัจจุบัน แต่ท่ามกลางชื่อเมืองหลวงเหล่านี้ มีชื่อของเมืองสิกิริยา เป็นเมืองหลวงทับซ้อนขึ้นมาช่วงปลายของเมืองอนุราธปุระ ที่น่าสนใจคือ พระราชวังลอยฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทัวร์ต่างๆ มักต้องจัดให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยือน 
 
                              การเดินทางไปไหนมาไหนในศรีลังกา ต้องใจเย็นพอควร เพราะมีข้อกำหนดเรื่องความเร็ว บวกกับถนนหนทางที่ไม่ได้กว้างขวางใหญ่โต แต่ระหว่างเมืองแทบไม่ได้เห็นรถติด ยกเว้นช่วงเร่งด่วนในเมืองใหญ่ๆ ไม่กี่แห่งเท่านั้น 
 
                              เมืองสิกิริยา เป็นเมืองที่อยู่ตอนกลางของศรีลังกา เมืองนี้ไม่ใช่เมืองหลวงแต่ก็ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงแทนเมืองอนุราธปุระอยู่ 8 ปี สิ่งที่โดดเด่นของเมืองนี้อยู่ที่ภูเขาสูง มองไกลๆ เหมือนเป็นก้อนหินขนาดยักษ์ตั้งอยู่กับพื้น และนี่เองเป้าหมายของเราที่ดั้นด้นมา “พระราชวังลอยฟ้าสิกิริยา” (Sigiriya Rock Fortress) หรือที่ผู้คนรู้จักในนาม ภูเขาสิงห์โต (Lion rock) หรือแท่นศิลาราชสีห์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8 
 
                              พระราชวังลอยฟ้าสิกิริยา สร้างโดยกษัตริย์กัสสัปปะ สมัยศตวรรษที่ 5 แต่ต่อมาก็มีการโค่นอำนาจ แย่งชิงสมบัติ การฆ่าฟัน ล้มล้าง สุดท้าย ยกสถานที่นี้ให้เป็นศาสนสถานไป แต่ก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ด้านบนภูเขาสิงโตกลายเป็นพื้นที่ราบธรรมดาๆ มีร่องรอยของรากฐานพระราชวังโบราณให้เห็นเท่านั้น ตลอดจนทั้งบันได แนวอิฐที่เหมือนกั้นเป็นห้อง และบ่อน้ำขนาดใหญ่ด้านบน  
 
                              จะเข้าชมสถานที่นี้ต้องออกแรงกันหน่อย เพราะต้องเดินขึ้นบันไดเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด เดินขึ้นบันได 2,200 ขั้น ช่วงแรกๆ ยังเป็นบันไดไม่กี่ขั้น แล้วเป็นทางราบมุ่งหน้าเข้าหาภูเขาหินที่สูง 155 เมตร เป็นหินผาที่เกิดจากภูเขาไฟในอดีต   
 
                              หลังจากตรวจบัตรผ่านประตู แต่ของเราคุณไกด์จัดการให้เสร็จสรรพ ถ้่าไม่ได้มีไกด์พาไป ด้านในก็สามารถเดินชมสถานที่เองได้ ตามจุดสำคัญๆ จะมีป้ายสื่อความหมาย หรือใครจะใช้บริการไกด์ท้องถิ่น ก็มีหลายคนมาเสนอตัวให้เลือกตั้งแต่หน้าประตูทางเข้า ซึ่งมีป้ายคำเตือนไว้เช่นเดียวกันเรื่องไกด์เถื่อน ไกด์ท้องถิ่นจะอธิบายรายละเอียดสถานที่ตั้งแต่ปากทางเข้าทีเดียว ชี้ชวนให้ดูบ่อน้ำ กองหิน จากที่เราเห็นธรรมดาพอรู้ความหมายกลายเป็นของสำคัญขึ้นมาทันทีได้เหมือนกัน 
 
                              ตามแนวทางเดินจะเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ว่ากันว่าเป็นสระอาบน้ำของบรรดาข้าราชบริพาร โดยบ่อน้ำเหล่านี้ จะรับน้ำมาเป็นทอดๆ จากด้านบนเขา ที่เป็นสระน้ำของกษัตริย์  มีการเซาะร่องหินลงมาเรื่อยๆ ผ่านแอ่งน้ำ ของข้าราชบริพารตามลำดับชั้น 
 
                              ทางก็เริ่มชัน มีบันไดขึ้นสูงเรื่อยๆ ประมาณครึ่งทาง ก็มาทางแยกไปชมภาพเขียนสี เป็นภาพนางอัปสรสวรรค์ ที่มีอายุพันกว่าปี ซึ่งบูรณะเป็นเส้นทางที่ทำยื่นออกมาจากภูเขาหิน และทำหลังคาคลุมเพื่ออนุรักษ์ไว้ กลับลงมาตามบันไดเวียนเข้าสู่ทางเดิน เพื่อขึ้นสูยอดเขากันต่อ ใครเดินไม่ไหวก็บอกว่าไปถึงประตูสิงโตก็ยังดี  
 
                              จากบันไดเวียน เดินไปตามทางเดินที่เลาะข้างผาหินไปเรื่อย ด้านริมผามีแนวกำแพง แต่กั้นเอาไว้ สังเกตดีๆ จะเห็นมีลายมือ ขีดขียนไว้เต็มไปหมด ไกด์บอกว่า นี่เป็น กำแพงแห่งความทรงจำ (Memorial wall) ตามที่ไกด์พยายามจะอ่านให้ฟัง ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะเป็นภาษาโบราณมีทั้งเขียนถึงเหตุการณ์ ความรู้สึกเสียดาย โกรธ เสียใจ  ไปจนถึงข้อความไว้อาลัย แต่ปัจจุบัน เขาเอาเชือกกั้นไว้ และห้ามใครเขียนต่อเติมอีก 
 
                              พ้นจากแนวกำแพง ก็ถึงบริเวณประตูสิงโต ปัจจุบันจะเห็นแค่ร่องรอยของอุ้งเท้าคู่หน้า เพียงแค่อุ้งเท้าที่เห็นก็รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ หากจะมีสิงโตครบทั้งตัว ไกด์นำรูปภาพที่ถ่ายไว้มาให้ดู ถึงได้เห็นว่า บันไดที่ขึ้นระหว่างอุ้งเท้านั่น เดินหายเข้าไปตรงช่วงปากสิงห์ แต่วันนี้ เหลือเพียงบันไดลอยๆ ที่ทำเลาะผาขึ้นไปสู่ด้านบน ถือเป็นช่วงท้าทาย ระยะครึ่งทางของแท่นศิลา กับบันไดชันๆ แต่ถ้าเป็นคนกลัวความสูงบอกเลย อย่าขึ้น  ... 
 
                              บันไดแคบๆ ที่ต่อเติมออกมานอกเขานี่ ทางขึ้นลงแยกกัน จะได้ไม่อันตรายเกินไป ถ้าต้องเดินสวนกัน ถ้าให้ดี ไปตอนเช้าๆ เย็นๆ อากาศค่อยหน้าเดินหน่อย (ถ้าไม่เจอฝน) เพราะตอนกลางวันออกจะร้อนไปสักหน่อย 
 
                              สุดท้าย ฉันกับไกด์ก็ขึ้นไปจนถึงยอดบนสุด พร้อมกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก มีแค่ร่มเล็กๆ กันเปียกได้นิดหน่อย น่าเสียดายว่า บนยอดสูง 370 เมตรนี้ เหลือเพียงลานดินโล่งๆ กับบ่อน้ำที่ขุดไว้ ซึ่งเป็นบ่อน้ำของกษัตริย์สำหรับอาบจากด้านบนนี่เอง มุมบนนี้ถ้าอากาศดีๆ จะเห็นไปไกลถึงอดีตเมืองหลวงทั้ง 3 แห่ง ในคนละมุมกัน เพราะมองเห็นวิวได้รอบ 360 องศาเลยเชียว แต่ถึงไม่เห็นวิวอะไรมากนัก ก็ขออยู่ชื่นชมให้หายเหนื่อย ถึงค่อยเดินลง 
 
                              พระราชวังลอยฟ้า ที่ครั้งหนึ่งในอดีตเคยยิ่งใหญ่ สะท้อนถึงอำนาจของพระราชาที่สามารถเกณฑ์ผู้คนขนหินปีนขึ้นเขามาสร้างพระราชวังได้สูงเทียมเมฆแบบนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายเพราะอำนาจเช่นกัน 
 
 
------------------------
 
 
ถ้ำดัมบุลลา มรดกโลกแห่งใหม่ 
 
 
                              ในระหว่างทางกลับจากเมืองสิกิริยา มาเมืองหลวง จะผ่าน วัดถ้ำดัมบุลลา (Dambulla Cave Temple) มีหรือจะไม่แวะ 
 
                              พระพุทธรูปสีทองเห็นเด่นแต่ไกล ปัจจุบันเขาตั้งชื่อว่า Golden Temple ไปแล้ว ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1991 หรือ พ.ศ.2534 ถือเป็นมรดกโลกแห่งล่าสุดในศรีลังกา สร้างโดยพระเจ้าวาลากัมบา (พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย) โดยเคยทรงมาพำนักในถํ้าดัมบุลลาถึง 14 ปี ในช่วงที่พระองค์เสด็จพลัดถิ่นจากเมืองอนุราธปุระ เพื่อตั้งหลัก ก่อนรวบรวมไพร่พลกลับไปรบจนชนะแล้วขึ้นครองราชย์ต่อ
 
                              บริเวณถ้ำจะอยู่ด้านบนเขาต้องออกแรงเดินกันสักหน่อย (อาจจะเจอฝูงลิงวิ่งเล่นกันระหว่างทาง) จากถ้ำใหญ่ แบ่งเป็นถ้ำย่อยๆ 5 ถ้ำ มีพระพุทธรูปขนาดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ถึง 153 องค์ รูปปั้นกษัตริย์ 3 องค์ และ รูปปั้นของเทวีและเทพในศาสนาฮินดูอีก 4 องค์  
 
 
------------------------
 
(ชวนเที่ยว : 'สิกิริยา' ภูผาสิงโต : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)