ไลฟ์สไตล์

'สะหวัน สำราญ' ปากเคี้ยวตาเหลียววิว

'สะหวัน สำราญ' ปากเคี้ยวตาเหลียววิว

08 มี.ค. 2558

ชวนชิม : 'สะหวัน สำราญ' ปากเคี้ยวตาเหลียววิว

 
                              บรรยากาศดีๆ ล้อไปกับรสชาติอาหารถูกปาก เป็นใครก็ต้องอุทาน "นี่สวรรค์ชัดๆ" และคงได้ยินถี่ขึ้นหากมีโอกาสย่างกรายเข้าไปภายในร้านอาหารริมโขงชื่อราวกับสวรรค์ปั้นแต่งว่า "สะหวัน สำราญ" ภายใต้อาคารสีเหลืองสไตล์โคโลเนียลหลังเด่นโดดๆ อันเป็นแนวคิดกิ๊บเก๋ของ อัศวิน คงศุภมานนท์ เจ้าตำรับร้านอาหารเวียดนาม "ใบเมี่ยง" ย่านวังหิน-ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ที่อิ่มตัวได้ที่ก่อนจะนำความอร่อยกลับสู่บ้านเกิดมุกดาหารให้พี่น้องพื้นถิ่นอีกทั้งนักเดินทางได้ลิ้มรสมือ
 
                              บนเนื้อที่ 3 ไร่ เป็นทั้งบ้านและร้านกินดื่มในอุดมคติของเขาที่โหยหาอดีตจนพูดอย่างติดปากว่า "แวร์ ดิ โอล เดย์ วิช โรแมนซ์" อันเป็นที่มาของชื่อโดยเอาแขวง "สะหวันนะเขต" ของมิตรประเทศลาว มาผนวกกับชื่อถนนสายเล็กๆ "สำราญชายโขง" ในมุกดาหาร เขียนตัวอักษรแบบลาวน่ารักๆ จบสิ้นกระบวนความได้ความหมายดีงาม "ที่ซึ่งความโรแมนติกของสายน้ำแกล้มด้วยความงามของวันวาน" ว่ากันอย่างนั้น ขณะที่สถาปัตยกรรมโคโลเนียลที่ดึงดูดใครต่อใครให้แวะเข้าไปทักทายได้เรื่อยๆ ได้แรงบันดาลใจมาจากบ้านเรือนในเมืองฮอยอันของเวียดนามที่ไปเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะตั้งใจถอดแบบตึกแถวเป็นล็อกๆ ที่ตัวเองโปรดปรานมาปักมุดริมโขงด้วยทุนรอนถึง 25 ล้านบาท ไม่นับรวมวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งย้อนเวลาทั้งจักรยานเก่า โต๊ะเก้าอี้ ของที่ระลึก ที่ลูกค้าเป็นได้สนุกในการหามุมเซลฟี่จนเกือบลืมไปว่าเข้ามาเพราะหิว!!
 
                              หุุ้นส่วนหัวใจและแม่ยายเป็นคนญวนซึ่งมากด้วยเสน่ห์ปลายจวัก แนวคิดอาหารจึงยืนพื้นด้วยเวียดนามดั้งเดิม ที่แน่ๆ ร้านตั้งอยู่ริมโขงพร้อมวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตา จึงนึกสนุกเอาจานปลาบวกกับรสไทย แนมด้วยสไตล์ฝรั่งบางเมนู อย่างขนมปังฝรั่งเศส (บาแก็ต) ก็ส่งข้ามฝั่งมาจากสะหวันนะเขต ตับบดเลิศรสก็ด้วยสะท้อนวัฒนธรรมการกินอยู่ตามอย่างเจ้าอาณานิคมได้เป็นอย่างดี สำหรับมือใหม่หัดสั่งกางเมนูปุ๊บสาวบริกรส่งสายตาให้ทันทีพร้อมแนะนำ มาที่นี่ต้องไม่พลาดซิกเนเจอร์ "หมูย่างใบชะพลู" ตำรับเวียดนามแท้ๆ ขึ้นชื่อลือชาตั้งแต่เปิดร้านอยู่ที่กรุงเทพฯ หมูหมักเนื้อนุ่มห่อใบชะพลูที่ทาผิวให้มันขลับเสียบไม้ย่างสุกได้ที่ เสิร์ฟมาร้อนๆ กับน้ำจิ้มแจ่วเวียดนาม ทานเล่นๆ ไปเลยอย่าได้แคร์ ตามมาด้วย "เปาะเปี๊ยะญวนทอด" จัดมาเป็นคำพร้อมน้ำจิ้มโรยถั่วน่ากินที่สุด
 
                              คำแล้วคำเล่า...ปากเคี้ยวตาก็เหลียวมองวิวพลาง ไม่นาน "ไก่เหล้าแดง" ก็ถูกยกมาวางตรงหน้า ในจานสุมเป็นกองสูง ทำจากส่วนปีกล่างหมักแล้วทอดก่อนจะราดซอสเหล้าแดงสูตรพิเศษหวานเปรี้ยวปะแล่มๆ และหอมฉุย จริงๆ เน้นทานกับข้าวสวยร้อนๆ แต่ชั่วโมงนี้แกล้มเครื่องดื่มน่าจะเหมาะกว่าอย่างอื่น แล้วก็มาถึงจานเด็ดพื้นถิ่นร้อยเปอร์เซ็นต์และต้องนั่งละเลียดริมโขงด้วยถึงจะเข้ากับบรรยากาศนั่นก็คือ "ต้มยำปลาเนื้ออ่อน" รสชาติน้ำต้มยำเป็นแบบอ่อนๆ จะเรียกว่ามุกดาหารสไตล์ก็ว่าได้ ความเด็ดอยู่ที่เนื้อปลาอ่อนสมชื่อแทบไม่ต้องเคี้ยวกันทีเดียว วันดีคืนดีจานปลาแบบนี้จะมีเพื่อนปลาสารพัดมาให้ได้ลิ้มลอง โดยเฉพาะ "ปลาคังนึ่งแจ่ว มะเขือ" หรือ "ลาบปลาคัง" ซึ่งต้องสั่งล่วงหน้าเพราะไม่ได้มีทุกวัน ขึ้นอยู่ที่ชาวประมงละแวกนั้นจะหาได้   
 
                              แต่ที่ไม่ต้องออกเรือไปไปเสาะหา ก็จำพวกอาหารฝรั่งที่เลิศรสไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นยำสลัดเวียดนาม, สเต็กโคขุน, สปาเก็ตตี ขาดอยู่อย่างเดียวไม่มีขนมถ้วย และกล้วยหอมทอดเหมือนที่เคยฝากชื่อไว้ที่วังหิน ด้วยเจ้าของบอกกรรมวิธีการทำแสนยุ่งยาก จึงปรับมาเป็น "เปาะเปี๊ยะกล้วยหอมทอด" หน้าตาผิดแผกแต่รสชาติทดแทนกันได้สบายๆ  ขณะที่เครื่องดื่มจัดเต็มเพื่อคนชอบปาร์ตี้ ไม่ว่ารูปแบบไหนสั่งไปเถอะเข้ากับลมเย็นๆ ริมโขงแน่นอน 
 
                              ร้านค่อนข้างใหม่กิ๊กยังไม่ถึงปี ลูกค้าคนพื้นที่มีประปรายเพราะตามวิถีต่างจังหวัดไม่ค่อยนิยมทานข้าวข้างนอก ส่วนใหญ่จึงเป็นนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศหมุนเวียนอยู่ไม่ขาด เปิดให้จับจองมุมโปรดตั้งแต่ 8 โมงเรื่อยไปจนถึงราว 4 ทุ่ม คราไหนไปเยือนเมืองสงบมุกดาหาร ลองหาโอกาสแวะเสพสำราญบนสวรรค์ริมโขง