
เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน:'บังซะรี สิดิ'นายกสมาคมปี2533
เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน : 'บังซะรี สิดิ'นายกสมาคมปี2533
การรวมพลของนักศึกษาไทยไม่กี่คนในประเทศอียิปต์ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2498 แสดงว่าปัจจุบันสมาคมอายุได้ 60 ปีกว่าๆ แล้วสินะ จากเดิมใช้ชื่อว่า สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร เปลี่ยนมาเป็น สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ สถานการณ์ และวันเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนไป นั่นคือ สายใยแห่งศรัทธาในศาสนา ความรักในดินแดนบ้านเกิด และความเป็นพี่น้องของสังคมไทยในต่างแดน วันนี้ผมมีโอกาสดีได้พบรุ่นพี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอดีตนายกสมาคม ปี 2533 "บังซะรี สิดิ" ปัจจุบันทำงานอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ในตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินการด้านเมือง การทูตและเศรษฐกิจ และมีโอกาสไปเป็นเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการประกอบพิธีฮัจญ์ 4 ครั้ง
“สังคมนักศึกษาในสมัยนั้น มีการแบ่งแยกระหว่างคนไทยที่พูดมลายูกับคนไทยที่พูดภาษาไทย เวลามีการเลือกตั้งที่สมาคม ถ้าได้นายกและคณะกรรมการ ที่มาจากคนใต้พูดมลายู คนกรุงเทพฯ ก็จะไม่ขึ้นสมาคม ถ้าปีไหนได้นายกและคณะกรรมการ เป็นคนกรุงเทพฯ คนใต้พูดมลายูก็จะไม่ขึ้นสมาคม จนในที่สุดพวกเราที่เป็นคนใต้พูดใต้ก็ได้เรียกประธานชมรม หรือหัวหน้ากลุ่มต่างๆ มาพูดคุย (เรียกการพูดคุยว่า อุสเราะห์) เพื่อสร้างความสามัคคีและความเข้าใจระหว่างนักศึกษาไทยทั้งหมด โดยมีข้อตกลงให้สลับกันเป็นนายก และคณะกรรมการบริหารสมาคมต้องมาจากโควตาฝ่ายละครึ่ง จึงทำให้เกิดความสามัคคีและความร่วมมือกัน”
"โมฮัมมัดซะรี สิดิ หรือ “บังซะรี” เป็นคน จ.ปัตตานี เป็นบุตรของนายยะโกะ กับ "หะยีรอเม๊าะ สิดิ" มีอาชีพชาวนา-ชาวสวน มีพี่น้อง 7 คน เป็นคนที่ 2 ชีวิตการศึกษาของบังมัดซะรี เริ่มเรียนสายสามัญ ป.1-ป.7 จากโรงเรียนบ้านสามยอด ม.ศ.1-ม.ศ.5 จากโรงเรียนอาซิซสถาน (ชื่อเดิม) ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมูลนิธิอาซิซสถาน เรียนศาสนาชั้น 1-7 จากโรงเรียนอาซิซสถาน ไปต่อชั้น 8 ที่มะอ์ฮัดดารุลมาอาเรฟ (มัจลิสปัตตานี) หลังจากนั้นลัดฟ้าตามล่าฝันในประเทศอียิปต์ เมื่อปี พ.ศ.2527 สอบเข้าได้ปี 2 ซานาวี (มัธยมปลาย) ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีการเทียบวุฒินักศึกษาทุกคนต้องสอบ เรียนซานาวี 2 ปี หลังจากนั้นขอสอบเพื่อกระโดดชั้น หรือเรียกกันว่า สอบมูซาบาเกาะห์ จาก 2 ซานาวี ขึ้น 4 ซานาวีได้เลย เมื่อจบ 4 ซานาวี (มัธยมปลาย) ก็เริ่มเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัรคณะอิสลามศึกษาและภาษาอาหรับ ใช้เวลาเรียน 6 ปี
ชีวิตนักศึกษาในสมัยนั้นมีความสะดวกสบาย เพราะเป็นเด็กทุนของอัลอัซฮัร พักอยู่ในหอพักบูอูส แต่การซื้อของข้างนอกค่อนข้างลำบาก เช่น ข้าวสาร และน้ำตาล เพราะตามร้านทั่วไปจะไม่มีขาย มีขายแต่เฉพาะในสหกรณ์ ซึ่งซื้อได้เล็กน้อยเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่เขาไว้ขายให้คนอียิปต์ ด้านการศึกษาก็ไปเรียนบ้าง ไม่ไปบ้าง เพราะไม่มีการบังคับและเช็กชื่อ โดยเฉพาะช่วงใกล้ๆ เท่านั้นที่ไปไม่เคยขาด เพราะเป็นช่วงสรุปที่สำคัญๆ จากดอกเตอร์ ส่วนการติดต่อเจ้าหน้าที่อาหรับก็ต้องมียัดในมือกันบ้างเล็กน้อยไม่งั้นก็จะได้ยินคำว่า “บุกรอ” พรุ่งนี้ตลอด ในส่วนสังคมของนักศึกษาในสมัยนั้นมีการแบ่งแยกระหว่างคนไทยที่พูดมลายูกับคนไทยที่พูดไทย ซึ่งเป็นปัญหาในสมัยนั้น และคิดว่าสมัยนี้คงจะดีขึ้นตามลำดับของการเปิดใจ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันในต่างแดน ทางด้านเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ส่วนใหญ่ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนนักศึกษาเป็นอย่างดี มีการจัดกิจกรรมออกงาน โดยให้นักศึกษาไปเป็นเจ้าหน้าที่ในการอธิบายในบูธที่ออกงาน แต่มีบางสมัยเอกอัครราชทูตบางท่านทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถานทูตกับนักศึกษาไม่ค่อยดี แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นๆ ในที่สุดก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้
ก่อนหน้านี้ บังซะรี ทำงานในตำแหน่งคณะกรรมการบริหารสมาคม มาหลายตำแหน่ง เช่น นายทะเบียน เลขานุการ และอุปนายก อุดมการณ์ในการทำงาน คือ ทำเพื่อสังคมนักศึกษา ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยนักศึกษาทุกคนที่จะมาขอให้ออกหนังสือรับรองต่างๆ จะต้องสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมก่อน และผู้ที่ค้างจ่ายค่าบำรุงจะต้องจ่ายค่าบำรุงที่ค้างจ่ายก่อนถึงจะให้บริการในด้านต่างๆ ในสมัยนั้นการซื้อหาข้าวสารลำบาก สมาคมจึงสั่งซื้อข้าวสารจากรัฐบาลอียิปต์มาขายให้นักศึกษาไทย โดยสั่งซื้อครั้งละ 1-2 ตัน นำมาขายในราคาต้นทุน นอกจากนี้ยังมีการจัดให้มีการเรียนการสอนที่สมาคมสำหรับนักศึกษาที่สนใจ เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และการสอนหนังสือที่เรียนในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยแก่ผู้ที่สนใจ
การเป็นนายกหรือผู้นำที่ดี ในศาสนาอิสลาม คือการรู้จักให้เกียรตินักศึกษาทุกคนไม่ว่าจะมาจากไหนด้วยการทักทายก่อน ถามข่าวคราว และเยี่ยมเยียน หากเป็นนักศึกษาที่พูดมลายูก็จะพูดมลายูเป็นการให้เกียรติกับภาษาของเขา เปิดกว้างทางความคิด รับฟังความคิดเห็น และเป็นกำลังใจให้แก่ทุกคน ทุกชมรม เพราะการเป็นนายกสมาคม ไม่ใช่การมีอำนาจทางปลายปากกาหรือตำแหน่ง แต่เป็นงานในรูปแบบอย่างของศาสดา ที่เราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ชี้ทางนำไปสู่หนทางที่เที่ยงตรง เพื่อความสุขของสังคมและการพัฒนาในระดับที่ใหญ่ขึ้นอย่างสงบ และสันติ



