
พระมหามงกุฎลงยาของขวัญแด่มิตรประเทศ
พระมหามงกุฎลงยา ของขวัญแด่มิตรประเทศ พระราชไมตรีกษัตริย์แห่งสยามถึงฝรั่งเศส : ผกามาศ ใจฉลาดรายงาน
เป็นเวลา 154 ปีแล้ว ที่ “เครื่องมงคลราชบรรณาการ” ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดีในพิพิธภัณฑ์ห้องจีน ในพระราชวังฟงแตนโบล กลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้าชมอย่างไม่ขาดสาย แต่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อมีกลุ่มโจรมืออาชีพบุกเข้าไปขโมย “พระมหามงกุฎลงยา” พร้อมโบราณวัตถุรวม 15 ชิ้น ที่มีความโดดเด่น ประเมินค่ามิได้ อีกทั้งมีความงดงามมากที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไป
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเรื่องนี้ไปทั่วโลก ทั้ง รอยเตอร์ส เอพี ฯลฯ แน่นอนเมื่อประชาชนชาวไทยได้รับรู้ข่าวนี้ ต่างเฝ้าติดตามข่าวนี้เป็นระยะ แล้วโบราณวัตถุสำคัญชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร “วีระ โรจน์พจนรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า พระมหามงกุฎลงยา อันเป็นเครื่องมงคลราชบรรณาการที่รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ส่งไปถวายเป็นของขวัญแก่มิตรประเทศ เป็นการแสดงเกียรติยศเปรียบเสมอกับระหว่างราชสำนักตะวันตกกับตะวันออก ไม่ใช่การโอนอ่อนยอมรับอำนาจเป็นเมืองขึ้นเหมือนการส่งเครื่องบรรณาการแต่อย่างใด เมื่อการส่งเครื่องมงคลราชบรรณาการเมื่อครั้งอดีตนับร้อยปีก่อน เปรียบได้กับการแสดงเกียรติยศของกษัตริย์ทั้งสองซีกโลกได้ประจักษ์ซึ่งกันและกัน
“พระมหามงกุฎลงยา” จึงเป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่มีมาอย่างยาวนาน น.ส.นัยนา แย้มสาขา ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร กล่าวว่า จากหนังสือพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่ม 3 พ.ศ.2506 ระบุ ฉบับที่ 3 พระราชสาส์นถึงพระเจ้านโปเลียนที่ 3 พระราชทานไปประเทศฝรั่งเศส เมื่อปีระกา พ.ศ.2404 พระยาศรีพิพัฒน์ ราชทูตเชิญไป ใจความตอนหนึ่งว่า
....พระราชสาส์นในสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎพระเจ้ากรุงรัตนโกสินทรมหินทรายุทธยา เป็นใหญ่ในแผ่นดินสยามและเมืองใกล้เคียงต่างๆ คือเมืองลาวเฉียงลาวกาวกัมพูชาและเมืองมลายูหลายเมือง ขอคำนับเจริญทางพระราชไมตรีมายังสำนักสมเด็จพระเจ้านโปเลียนที่ 3 พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในพระราชอาณาจักรฝรั่ง และกอลอนีประเทศของกรุงฝรั่งเศสทั้งปวง ซึ่งมีพระราชไมตรีเนื่องสนิทเป็นที่นับถืออย่างสูงและด้วยราชอิสริยยศควรนับดังพระญาติอันสนิทของกรุงสยามให้ทราบ....
บัดนี้กรุงสยามกับพระราชวงศานุวงศ์และเสนาบดี ซึ่งเป็นประธานในราชการทั้งปวง พร้อมกันคิดถึงทางพระราชไมตรีอันสนิทซึ่งต่อติดเข้ากับกรุงฝรั่งเศส ตั้งแต่ทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าขายในปีมะโรงอัฐศก ศักราชสยาม 1218 คริสตศักราช 1856 แล้วมานั้น เพราะได้เห็นผลแห่งทำสัญญา เป็นความเจริญต่างๆ แก่บ้านเมือง มีขึ้นเป็นประจักษ์โดยเร็ว อนึ่งได้เห็นความดีของกงสุลและผู้ว่าการแทนกงสุลของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาอยู่นั้นปฏิบัติเป็นที่ชอบใจแก่ชนชาวฝรั่งเศส ซึ่งไปมาและอยู่ในกรุงเทพมหานครนี้ และประพฤติถูกต้องทุกอย่างตามข้อสัญญา และเป็นสามัคคีสโมสรรวมความคิดกับผู้ปกครองฝ่ายสยามโดยสุจริต เมื่อมีเหตุสิ่งใดก็ได้ปรึกษากันตัดสินการให้ตกลงโดยยุติธรรม มิได้มีความเข้าใจผิดกัน....
อย่างไรก็ตาม ในเนื้อหาโดยสรุป ต่อมาสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ส่งพระราชสาส์นมาถึงกรุงสยาม โดยจะให้เรือรับมารับทูตานุทูตฝ่ายสยามกับพระราชสาส์นไปจากกรุงสยาม ทางกรุงสยามก็มีความยินดีได้จัดเครื่องมงคลราชบรรณาการและแต่งตั้งให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดีเป็นราชทูต พร้อมผู้กำกับเครื่องราชมงคลบรรณาการพร้อมกับชนชาวสยามอื่น รวมเป็น 27 คน ได้มอบให้ทูตพร้อมพระราชสาส์น ขอส่งไปคำนับแสดงความยินดีเจริญทางพระราชไมตรีแด่สมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสในครั้งนี้....
ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ทางจดหมายเหตุฯ มีหลักฐานยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นชัดเจน โดยเฉพาะภาพเขียนสีน้ำมันนโปเลียนที่ 3 เสด็จออกรับราชทูตไทย เมื่อปีระกา พุทธศักราช 2404 ในเอกสารจดหมายเหตุเย็บเล่มของกระทรวงการต่างประเทศ ฝรั่งเศส เล่มที่ 2 ซึ่งภาพนี้ปรากฏประดับบนฝาผนังด้านเหนือซีกตะวันตก ณ ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาประสาท และพระมหามงกุฎลงยาประดับเพชร มรกต ทับทิม ปรากฏอยู่ในลำดับที่ 4 ในจำนวน 34 รายการของบัญชีเครื่องมงคลราชบรรณาการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ส่งไปพระราชทานแก่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ใน พ.ศ.2404 (คัดจากหนังสือพระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานไปยังประเทศต่างๆ ภาคที่ 1 ฉบับพิมพ์ พ.ศ.2504)
“ในเชิงจดหมายเหตุนั้น ถือว่าเรามีหลักฐานในเหตุการณ์ดังกล่าว มีที่มาที่ไปชัดเจนว่า ทางการไทยได้ส่งเครื่องมงคลราชบรรณาการไปยังฝรั่งเศสจริง แต่ในส่วนของ พระมหามงกุฎลงยา โบราณวัตถุชิ้นสำคัญหายไปนั้น เป็นเรื่องที่ทางการฝรั่งเศสจะเป็นผู้ติดตามกลับคืนมา” ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้าย



