
'เวนดี้ คอปป์'กับTeach for Americaและ Teach for All
'เวนดี้ คอปป์'กับTeach for Americaและ Teach for All : สัมภาษณ์พิเศษ โดยวีณารัตน์ เลาหภคกุล
"เวนดี้ คอปป์" ก่อตั้งองค์กร Teach for America ขึ้นหลังจากเรียนจบจาก มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เมื่อ 25 ปีที่แล้ว จากปีแรกที่มีนักศึกษา 500 คนร่วมเป็นครูอาสา 2 ปีในโรงเรียนชุมชนยากจน วันนี้มีครูอาสาแล้วกว่า 33,000 คน สอนเด็กๆ 3 ล้านคนทั่วสหรัฐอเมริกา และในปี 2007 (พ.ศ.2550) "เวนดี้" ร่วมก่อตั้ง "Teach for All" เพื่อขยายแนวคิดไปยังต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้มีกว่า 30 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงประเทศไทยก็มี Teach for Thailand แล้วด้วย เวนดี้ เพิ่งเดินทางมาเมืองไทยเมื่อไม่นานนี้ นี่คือบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจของเธอกับเครือเนชั่น
ถาม: คุณเอาแนวคิดสำหรับ Teach for America มาจากไหนคะ
ตอบ: ดิฉันรู้สึกว่าประเทศของดิฉันเองซึ่งต้องการเป็นประเทศที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมกันกับทุกคน แต่ในความเป็นจริงยังห่างไกลนัก เด็กเกิดที่ไหนจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเด็กจะได้รับการศึกษาแบบไหน และโตขึ้นมาเป็นอย่างไรในที่สุด ตอนนั้น นักศึกษาเก่งๆ จะถูกชวนให้ไปทำงาน 2 ปีในวาณิชธนกิจ ดิฉันเลยคิดว่าทำไมเราไม่ขยันเชิญชวนนักศึกษาจบใหม่ให้ไปช่วยสอนหนังสือบ้างเป็นเวลา 2 ปีในโรงเรียนชุมชนยากจน ดิฉันคิดว่าการทำแบบนั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงกับนักเรียนและทำให้เกิดผู้นำรุ่นใหม่ที่เห็นความสำคัญของการศึกษา ดิฉันคิดว่านั่นน่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศได้
ถาม: ปัญหาหลักที่คุณอยากจะแก้ในระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาคืออะไรคะ
ตอบ: ความไม่เท่าเทียมกันของการศึกษาค่ะ กลายเป็นว่านี่คือปัญหาทั่วโลก ภูมิหลังด้านสังคมและเศรษฐกิจทางบ้านของเด็กจะบ่งบอกผลด้านการศึกษาของเด็กคนนั้นได้เลย ในสหรัฐอเมริกา ถ้าเป็นเด็กที่อยู่ใน 20% ที่มีฐานะยากจนต่ำกว่าเส้นมาตรฐาน จะมีโอกาสเพียง 10% ที่จะเรียนสูงถึงระดับปริญญา แต่ถ้าเป็นเด็กที่อยู่ในข่ายฐานะดี จะมีโอกาส 80% ที่จะเรียนต่อระดับปริญญา เด็กที่จำเป็นต้องมีปริญญาคือกลุ่มที่มีฐานะยากจนมากๆ เพราะเป็นหนทางที่จะได้หลุดออกมาวงจรแห่งความยากจน นั่นคือปัญหาที่เราอยากแก้ไขค่ะ
ถาม: อะไรคือผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดที่บรรดาครูของ Teach for America และ Teach for All มีต่อโรงเรียนที่พวกเขาไปสอนคะ
ตอบ: เด็กที่เมืองหลวง กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีผลการเรียนต่ำกว่าเด็กที่ฮาร์เลม (นิวยอร์ก) 2 ปี และเด็กที่ฮาร์เลมก็มีผลการเรียนต่ำกว่าเด็กที่มีโอกาสดีๆ ที่อื่นอีก 2-3 ปี แต่มาวันนี้ โรงเรียนที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งมีระบบที่แย่ที่สุดพื้นที่หนึ่งของประเทศ กลายเป็นระบบที่มีการพัฒนาเร็วที่สุดในประเทศ
"นอกจากนี้ มีอดีตครูของ Teach for America หลายคนที่ทำงานด้านการศึกษาต่อหลังสอนครบ 2 ปี กลายเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งครูดีเด่นแห่งปีหลายๆ ปี เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ได้เห็นความตั้งใจและความทุ่มเท ในการมาช่วยกันพยายามแก้ไขปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นที่อินเดีย เมืองไทย เลบานอน หรือที่อื่นก็ตาม"
ถาม: มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าครูของ Teach for America และ Teach for All ไม่มีประสบการณ์สอนและได้รับการฝึกอบรมระยะสั้นเกินไป (5-6 อาทิตย์) คุณจะอธิบายอย่างไรคะ
ตอบ: โครงการนี้ไม่เหมือนโครงการครูอื่นๆ เป็นโครงการ 2 ปี มีการฝึกอบรมก่อนสอนจริง และเป็นการพัฒนาอาชีพระหว่างสอนจริงไปด้วย การวิจัยแสดงให้เห็นว่า ครูมีการพัฒนามากที่สุดเมื่อมีการเริ่มสอนจริง สิ่งที่ต้องมีให้ครูเหล่านี้คือ การมีคนคอยให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการของเราจัดการให้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านวิชาชีพ งานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับโครงการของเราในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรแสดงให้เห็นว่าครูของ Teach for All มีประสิทธิภาพเท่าและในบางกรณีมีประสิทธิภาพมากกว่าครูคนอื่นๆ ในโรงเรียนด้วยซ้ำ
ถาม: การขาดแคลนครูเป็นปัญหาที่หลายประเทศเจอไหมคะ
ตอบ: ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศนะคะ แต่แทบทุกประเทศจะเจอปัญหาคือ ไม่สามารถส่งเด็กๆ ให้ไปช่วยแก้ไขปัญหานี้ ทั่วโลก เราส่งเด็กเก่งๆ ให้ไปเรียนการเงิน เทคโนโลยี หมอ กฎหมาย แต่ไม่ใช่ให้ไปช่วยเพิ่มโอกาสสำหรับเด็กด้อยโอกาส นี่คือสิ่งที่เราต้องการแก้ไข
ถาม: วางแผนไว้อย่างไรบ้างคะสำหรับ Teach for Thailand
ตอบ: ดิฉันรู้สึกประทับใจกับความตั้งใจของบรรดาครูอาสา นักศึกษามหาวิทยาลัยที่กำลังสมัครเข้าร่วมโครงการ พันธมิตรในภาครัฐ รวมถึงบรรดาครูที่มากประสบการณ์ที่ตกลงมาช่วยให้คำแนะนำครูของเรา และเรายังได้ผู้สนับสนุนจากภาคเอกชนด้วย เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่โครงการซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นได้รับความเชื่อมั่นในทุกระดับขนาดนี้ อนาคตสดใส แต่เราต้องขยายโครงการมากกว่านี้อีก และทำให้ประชาชนทั่วไปรับทราบถึงโครงการด้วย เพื่อให้ Teach for Thailand เติบโตต่อไปได้
ถาม: คุณทำงานนี้มา 25 ปีแล้ว อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่คุณได้เรียนรู้คะ
ตอบ : บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดที่ดิฉันได้เรียนรู้คือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ ดิฉันได้เห็นหลักฐานมากมาย ในหลากหลายระดับ ในหลายประเทศทั่วโลก เวลาที่เราให้การส่งเสริมเด็กที่ขาดโอกาส พวกเขาทำได้ดีมากๆ การได้เห็นผลต่อเด็กๆ เหล่านี้ทำให้ดิฉันและเพื่อนร่วมงานทุกคนรู้สึกกระตือรือร้น ถ้าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เราก็มีความรับผิดชอบที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจนได้ และดิฉันเชื่อมั่นว่าเราทำได้ค่ะ



