ไลฟ์สไตล์

วิทย์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต'ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช'

วิทย์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต'ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช'

02 มี.ค. 2558

วิทย์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต'ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช' : ทีมข่าวการศึกษา

              "เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร" ไม่เหมือนกับเรียนแพทย์ วิศวะ สถาปัตย์ นิเทศฯ บัญชี หรือสาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่มีความชัดเจนในตัวเอง

             แต่มีเด็กที่เกิดและเติบโตในสังคมต่างจังหวัดคนหนึ่ง สนใจวิทยาศาสตร์และคิดว่าจะเอาดีกับศาสตร์ที่ท้าทายนี้ จนวันนี้เด็กคนนั้น เรียนจบปริญญาเอกสาขาวิชาฟิสิกส์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ปัจจุบันช่วยราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองโฆษกกระทรวง เขาคนนั้น "ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช" หรือ "ดร.โอ" ผู้ที่เปลี่ยนมุมมองของเด็กรุ่นใหม่เกี่ยวกับการเรียนวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

             "ผมรักการเรียนรู้ สนใจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว สนใจความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สะท้อนออกมาจากสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ รอบตัว ทำให้ตัดสินใจเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะไม่อยากทำอะไรซ้ำเดิมทุกวัน และมองว่า วิทยาศาสตร์เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน ทำให้เราได้สนุกกับความคิด ได้ทำสิ่งใหม่ๆ ได้ทดลองด้วยตนเอง จึงตัดสินใจสอบคัดเลือกเป็นตัวแทนจังหวัดเข้าโครงการช้างเผือก ร่วมค่ายวิทยาศาสตร์ตั้งแต่สมัย ม.3 ต่อมาได้รับทุนในโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ จนได้รับทุนศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระดับปริญญาตรี-โท-เอก ในสาขาวิชาฟิสิกส์ ก่อนจะมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มจธ." ดร.วรวรงค์ ย้อนอดีตด้วยรอยยิ้ม

             ดร.วรวรงค์ เล่าว่า ชอบฟิสิกส์ เพราะเป็นเรื่องที่ท้าทาย ชอบตั้งคำถามว่า ทำไมท้องฟ้าสีฟ้า ทำไมเครื่องบินถึงบินได้ ทำไมน้ำทะเลสีฟ้า แต่พอตักขึ้นมาดูกลับไม่มีสี หลงใหลกับคำถามแบบนี้เป็นพิเศษ และวิชาฟิสิกส์เป็นวิชาที่ทำให้ได้คำตอบเหล่านั้นมา หลายๆ คนบอกว่า ฟิสิกส์เรียนยาก จริงๆ คิดว่าไม่ยาก เราจำเป็นต้องยึดหลักอยู่เพียงไม่กี่อย่าง เริ่มต้นจากการจดจำสมการ ซึ่งเป็นข้อสรุปของปรากฏการณ์ธรรมชาติ แล้วมาทำความเข้าใจ ทดลองใส่ตัวเลข แทนค่าที่มีอยู่ในธรรมชาติ และพบว่ามันสมเหตุสมผล ซึ่งจะทำให้มีความสุขมากๆ กับการที่เข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้

             "มีอยู่ครั้งหนึ่งเห็นเครื่องเล่นแบบเพนดูลัมตามสวนสนุก ให้เราขึ้นไปนั่งบนกระเช้า ยกขึ้นที่สูงแล้วปล่อยแกว่งออกมา ก็เคยคิดว่าจะน่ากลัวแค่ไหน เลยลองคำนวณดู กะระยะว่า กระเช้ายกสูงขึ้นประมาณ 20 เท่าของตัวเรา ก็ประมาณเกือบ 40 เมตร จะมีช่วงที่เสียวที่สุดอยู่เพียง 0.4 วินาที ซึ่งปกติการตอบสนองของร่างกายจะอยู่ที่ประมาณ 0.2 วินาที ดังนั้นตรงนี้ก็คิดเป็นเพียงเสี้ยวเวลาวินาที ไม่น่าจะน่ากลัวมาก เสียวแป๊บเดียว จึงตัดสินใจขึ้นไปเล่น แล้วก็เป็นไปตามนั้น รู้สึกสนุกกับการใช้หลักฟิสิกส์เข้ามาช่วยทำนาย" ดร.วรวรงค์ กล่าว

             ด้วยความที่ "ดร.วรวรงค์" เป็นคนสนุกกับการเรียนรู้ ชอบทดลองกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ทดลองปฏิบัติเอง จนได้รับความไว้วางใจให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็น "รองผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้" มจธ. ทำให้มีโอกาสได้ศึกษากระบวนการเรียนรู้ในหลายรูปแบบ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต้องเกิด เพื่อให้คนยุคใหม่ได้เรียนรู้ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เรียนไม่ใช่ให้ได้ใบปริญญา แต่เรียนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกทำงาน

             เหนืออื่นใด "ดร.วรวรงค์" ยังได้รับเกียรติให้เป็นที่ปรึกษา และกรรมการประจำรายการทีวีชื่อดัง "วิทยสัประยุทธ์" ออกอากาศทางช่อง 5 และรายการ "วิทย์สู้วิทย์" ออกอากาศทางช่อง 9 ซึ่งเป็นเวทีที่ทำให้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงในการสื่อสารความคิด และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้แก่คนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักวิทยาศาสตร์

             "เมื่อ 4 เดือนก่อน ผมได้รับโอกาสให้มาช่วยงานท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รู้สึกตื่นเต้นมากกับการได้รับโอกาสให้มาเรียนรู้ถึงวิธีคิดของผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้เห็นภาพใหญ่ของประเทศ ตอนนี้ภารกิจหลักคือ พยายามสื่อสารความเข้าใจในกระบวนการปฏิรูปประเทศให้สังคมรับรู้ ให้เข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก"

             การร่วมงานกับทีมงานระดับประเทศ ที่คิดทุกขั้นตอนอย่างมีเหตุมีผล มีตรรกะที่เป็นที่ยอมรับ และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า มุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและสังคมที่น่าอยู่ร่วมกัน เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก

             "ผมโชคดีมากๆ ที่ได้รับโอกาสให้มาทำงานตรงจุดนี้ ภาพใหญ่ที่เห็นสามารถเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนได้ เห็นได้ชัดว่า วิทยาศาสตร์เป็นรากฐานสำคัญของทุกๆ สิ่ง เห็นได้ชัดว่า ทำไมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็น"ข้อต่อ" ให้แก่ทุกภาคส่วน เพราะวิทยาศาสตร์ฝังรากอยู่ในทุกๆ สิ่ง เราปฏิเสธเทคโนโลยีรอบตัวไม่ได้ โลกเปลี่ยนโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ มนุษย์ก็เปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่ร่วมในสังคมด้วย เราใช้เทคโนโลยีในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติของไทย เช่น การสร้างมูลค่ายางพาราโดยการแปรรูป และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ลู่วิ่งกรีฑา ที่มีประโยชน์ทั้งการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกร และยังสร้างสินค้าดีมีคุณภาพให้แก่ผู้ใช้ประโยชน์ ทั้งทางด้านกีฬา การท่องเที่ยว และการคมนาคม"

             ไม่เพียงเท่านั้น เทคโนโลยีอวกาศ มนุษย์สร้างดาวเทียมขึ้นไปได้เพราะความเข้าใจในฟิสิกส์ของแรงโน้มถ่วง ออกแบบระบบการสื่อสารได้เพราะความเข้าใจในฟิสิกส์ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ส่งยานอวกาศไปค้นหาโลกใบใหม่นอกระบบสุริยจักรวาลได้เพราะความเข้าใจเรื่องแรงดึงดูดระหว่างวัตถุ บริหารจัดการน้ำในภาวะภัยพิบัติได้เพราะระบบภาพถ่ายดาวเทียมและเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยความเข้าใจทางฟิสิกส์ของแสงและการเคลื่อนที่

             "วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในทุกส่วนของชีวิต เราขาดวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ดังนั้นต้องมีคนที่เสียสละที่เรียนวิทยาศาสตร์เป็นนักวิทยาศาสตร์ และสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของคนเราอยู่ดีกินดี สร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ในเวทีโลก อีกทั้งยังนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน เพราะวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต" ดอกเตอร์สรุปในตอนท้าย