
ถอดบทเรียน'กาชาดขาดเลือด'...เข็มแรกสำคัญ!
ถอดบทเรียน'กาชาดขาดเลือด'...เข็มแรกสำคัญ! : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
"กาชาด เลือดช็อต หมดสต็อก" วิกฤติขาดแคลนทั่วประเทศ... ภาพและถ้อยคำรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันรีบไปบริจาคเลือดถูกเผยแพร่ส่งต่ออย่างรวดเร็ว...
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก จึงเกิดคำถามว่า ทำไมประเทศไทยขาดเลือดบ่อยจัง?
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เว็บไซต์สภากาชาดไทยโพสต์ข้อความว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ประสบปัญหาการจัดหาโลหิตไม่ได้ตามเป้าหมาย คือ วันละ 1,600-2,000 ยูนิต เกิดการขาดแคลนสะสมต่อเนื่อง สาเหตุเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มักบริจาคในช่วงที่มีกิจกรรม และเทศกาลวันสำคัญต่างๆ ทำให้เกิดการบริจาคโลหิตไม่สม่ำเสมอ จนกระทั่งเกิดภาวะวิกฤติในขณะนี้ และส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ที่เบิกโลหิตนำไปรักษาผู้ป่วย มากถึง 8,000 ยูนิต แต่จ่ายโลหิตได้เพียง 2,000 ยูนิต หรือ 25% เท่านั้น จากที่เคยจ่ายได้มากกว่า 80% และไม่มีโลหิตสำรองในคลังเลือด
พญ.อุบลวรรณ จรูญเรืองฤทธิ์ รอง ผอ.ศูนย์บริการโลหิตฯ ให้ข้อมูลว่า การขาดแคลนเลือดครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อปลายปี 2556 สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ทำให้หลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากประชาชนไม่สะดวกในการเดินทางมาบริจาคเลือด ช่วงนั้นได้แค่วันละ 1,000 ยูนิตเท่านั้น และขาดแคลนสะสมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ขณะที่ความต้องการเลือดของโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ สูงถึง 3,000 ยูนิตต่อวัน
"ภาวะเลือดขาดแคลนจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ อยู่แล้ว เพราะเม็ดเลือดแดงเก็บได้ไม่เกิน 30-40 วันเท่านั้น สำหรับปีนี้เลือดขาดแคลน อาจเป็นช่วงจังหวะประชาชนไม่มาบริจาคพร้อมๆ กัน เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ขาดแคลนมากขนาดที่โรงพยาบาลบางแห่งต้องเลื่อนคนไข้ผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วนออกไปก่อน"
พญ.อุบลวรรณ อธิบายต่อว่า การขาดแคลนเลือดสำรองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยอย่างเดียว ที่ต่างประเทศก็มีปัญหานี้ด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่น หากเกิดภาวะเลือดสำรองน้อยลงมากๆ เจ้าหน้าที่ต้องไปยกป้ายตามสถานีรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนไปช่วยกันบริจาคเลือด สำหรับประเทศไทยมีผู้มาบริจาคเลือดเป็นประจำประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่บริจาคเลือดได้
"คงต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้คนไทยมีจิตสำนึกในเรื่องบริจาคเลือดมากกว่านี้ เพราะเราคงไม่สามารถไปบังคับกันได้ ต้องถนอมน้ำใจกัน ในแต่ละวันมีผู้บริจาคเลือดประมาณ 1,800 คน เป็นรายใหม่ประมาณ 900 คน สำหรับต่างจังหวัดค่อนข้างน้อยกว่ามาก เพราะเดินทางลำบาก แต่ถ้าใครต้องการบริจาคสามารถสอบถามที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2256-4300 จะมีรถเคลื่อนที่สภากาชาดไทยไปจุดต่างๆ ทั่วประเทศ"
ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2558 สภากาชาดไทยมีปัญหากรุ๊ปเลือดพิเศษ "อาร์เอชเนกาทีฟ (Rh-)" ขาดแคลนเช่นกัน ทำให้ผู้ป่วยโคม่าต้องนอนรอเลือดรวมถึงเลื่อนการรักษาออกไป เช่น ผ่าตัดหัวใจ เนื้องอกในสมอง ฯลฯ ผู้ป่วย 1 คนต้องการเลือดในการผ่าตัดประมาณครั้งละ 3-5 ยูนิต ในแต่ละวันต้องการประมาณอย่างต่ำ 10 ยูนิต แต่ได้รับบริจาคเพียงวันละ 3-5 ยูนิตเท่านั้น จนเกิดการขาดแคลนสะสม มีโรงพยาบาลทั่วประเทศขอเบิกเลือดกลุ่มนี้มากถึง 177 ยูนิต สภากาชาดฯ พยายามขอให้ผู้มีหมู่เลือดพิเศษอาร์เอชเนกาทีฟมาช่วยกันบริจาค เพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
"ดร.สิทธิพงศ์ วัฒนานนท์สกุล" นักวิชาการด้านจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้ทำวิจัยหัวข้อ “พฤติกรรมการบริจาคโลหิตของผู้ที่มาบริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย” ให้สัมภาษณ์ถึงการขาดแคลนเลือดสำรองว่า จากการศึกษาพบคนไทยมาบริจาคเลือดน้อยมาก หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เนื่องจากมีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ขณะประเทศพัฒนาแล้วทั่วไปจะมีประมาณ 5-10% ของประชากรที่บริจาคเลือดได้
"จากการสัมภาษณ์ทำให้รู้ว่า เพราะคนไทยกลัวเข็มและไม่ประทับใจการบริจาคครั้งแรก ปกติแล้วคนบริจาคเลือดครั้งแรก ถ้าประทับใจจะมาเป็นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 และมาเป็นประจำทุกปี แต่ถ้ามาครั้งแรกแล้วไม่ชอบ ก็ไม่มาอีกเลย ถ้าเป็นไปได้ อยากให้หน่วยรับบริจาคเลือดเน้นจุดบริการและดูแลเป็นพิเศษสำหรับผู้มาบริจาคเลือดครั้งแรก เข็มแรกเป็นเข็มสำคัญที่สุด ต้องสร้างความประทับใจและความรู้สึกดีๆ นอกจากนี้สำหรับผู้บริจาคเป็นประจำ สภากาชาดบางประเทศจะมีคูปองส่วนลด แต้มสะสม หรือสิ่งของเป็นสินน้ำใจให้ด้วยทุกครั้ง"
ดร.สิทธิพงศ์ แนะนำทิ้งท้ายว่า อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิดกลยุทธ์รณรงค์ให้วัยรุ่นอายุ 18-25 ปี มาช่วยกันบริจาคมากๆ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เม็ดเลือดที่รับบริจาคของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จึงมีคุณภาพสูงไปด้วย
เด็กไทยมีจิตอาสาอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้คิดไปถึงเรื่องบริจาคโลหิต คงต้องรออัศวินม้าขาวช่วยสภากาชาดฯ คิดแคมเปญรณรงค์ให้โดนใจวัยรุ่นมากกว่านี้...
“พฤติกรรมการบริจาคโลหิต สภากาชาดไทย”
ข้อสรุปจากงานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 981 คน ระหว่างสิงหาคม-ตุลาคม 2555
ผู้บริจาคโลหิต อายุเฉลี่ย 34 ปี บริจาคปีละ 2 ครั้ง
80% เคยบริจาคแล้ว
61% ไม่ต้องการสิ่งของตอบแทน
23% ต้องการผลการทดสอบเลือด
คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต
1.น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
2.อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปี
3.ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างรับประทานยาใดๆ
4.ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด



