
ฝุ่นตลบ...สธ.-สปสช.จบยากเพราะไม่ไว้ใจ(กัน)
ฝุ่นตลบ...สธ.-สปสช.จบยากเพราะไม่ไว้ใจ(กัน) : ทีมข่าวสาธารณสุข รายงาน
ฝุ่นตลบไม่เคยจางจากวงการสาธารณสุขมานานกว่า 5 เดือน เกิดจากการพุ่งปะทะกัน ระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) "ฝ่ายผู้ให้บริการรักษาพยาบาล" เพราะมีโรงพยาบาลอยู่ในสังกัดกว่า 900 แห่งทั้ง โรงพยาบาลประจำอำเภอ ประจำจังหวัดและโรงพยาบาลศูนย์ กับ "ฝ่ายผู้ซื้อบริการ" อย่าง "สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" (สปสช.) ที่รับผิดชอบดูแลสิทธิรักษาพยาบาลของคนไทยกว่า 48 ล้านคน โดย สธ.คือผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดของประเทศประมาณ 80% ขณะที่ สปสช.คือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดเช่นกัน
ชนวนความขัดแย้งรอบนี้เกิดขึ้น ตั้งแต่ "ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน" ข้ามห้วยจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล มานั่งเก้าอี้ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข" และเข้าร่วมประชุม "คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.)" ในฐานะ "ประธาน" ครั้งแรก ซึ่งสธ.เสนอให้มีการ "ปรับแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" หรือ "บัตรทองใหม่" ด้วยการวางกรอบการจัดสรรงบประมาณระดับเขตสุขภาพ พร้อมระบุว่าที่ผ่านมา 12 ปี ระบบการจัดสรรแบบเดิมทำให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง ตัวเลขปี 2557 วิกฤติการเงินระดับรุนแรงราว 136 แห่ง และอ้างว่ามี "เงินค้างท่อ" ไปไม่ถึงโรงพยาบาลอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่ สปสช.ยืนยันว่าแนวทางการบริหารงบประมาณที่ผ่านมาโปร่งใส ส่วนโรงพยาบาลที่ขาดสภาพคล่องมีการวางกลไกแก้ปัญหาแล้ว และส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากการบริหารของผู้อำนวยการ โรงพยาบาล และการเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรของ สธ.
ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ถึงข้อมูลเชิงประจักษ์เช่นเดียวกัน คือ “โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง” แน่นอนย่อมเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน หาก โรงพยาบาลขาดสภาพคล่องหนักจนไม่มีเงินซื้อยา เวชภัณฑ์ หรือจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังขัดแย้งเรื่องแนวทางการแก้ปัญหา ที่ฝ่ายหนึ่งยืนตามแนวทางเดิมและอีกฝ่ายต้องการปรับเปลี่ยน!
แม้ล่าสุดประเด็นนี้จะถูกเคลียร์ จากการที่บอร์ด สปสช.มีมติเห็นชอบให้ สปสช.จัดสรรงบตามแนวทางเดิม แต่จะต้องไม่เรียกเงินส่วนที่เป็นงบจ่ายล่วงหน้าคืนจากหน่วยบริการในช่วงปลายปีงบประมาณ หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์มาต่อสู้ ต่อรองกันหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง สธ.และ สปสช.ในการทำงานร่วมกัน เพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และมีคำสั่งสายฟ้าแลบจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ยุติความขัดแย้งโดยเร็ว
หากมองให้ลึกความไม่ลงรอยระหว่าง 2 องค์กรไม่ใช่จะเพิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เป็นความขัดแย้งที่หยั่งรากมานานอาจกล่าวว่าตั้งแต่เริ่มมีบัตรทอง จนเกิดมีการเรียกขาน “คน สธ.” และ “คน สปสช”. ทำให้ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจในกันและกัน การเสนอแนะในเรื่องใดจากฝ่ายตรงข้ามจึงดูจะมีการตั้งแง่ เกิดการไม่เชื่อใจ ไม่เชื่อถือ
ยกตัวอย่างกรณี แนวทางการจัดสรรงบบัตรทองใหม่ที่เสนอโดย สธ.ฝ่าย สปสช.ก็ใช่จะเชื่อมั่น หรือการเสนอตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อมูลการบริการงบบัตรทอง" แม้มีประธานคณะกรรมการเป็นคนนอก ที่เสนอโดย สปสช.ฝ่าย สธ.ก็ใช่จะยอมรับ
เหนืออื่นใด ต่างฝ่ายต่างมีกองเชียร์ ที่คอยออกโรงสนับสนุนเป็นระยะๆ อย่างเช่น แพทย์ชนบทที่มีผลงานมายาวนาน และว่ากันว่าเป็นต้นรากเดียวกับองค์กรตระกูล ส.ต่างๆ รวมถึง สปสช.ประกาศว่า “ปัญหาทั้งหมดเกิดจากนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. จึงต้องปลดพ้นตำแหน่ง” พลันประชาคมสาธารณสุขที่รวมตัวกันติดไม่นาน แต่ในช่วงม็อบ กปปส.ออกมาบอกว่าไม่เอารัฐบาลโกง ซึ่ง นพ.ณรงค์เห็นด้วยกับจุดยืนดังกล่าว ก็ตอบโต้ทันทีว่า “ปัญหาบัตรทองสั่งสมมานานและถ้าปลด นพ.ณรงค์เป็นเรื่องแน่”
การจะแก้ปัญหาที่หยั่งลึกมานานจนเกิดความแคลงใจในกันและกัน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย “หมอรัชตะ” ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คัดสรรว่า "เป็นกลาง" ระหว่าง 2 ขั้วมานั่งเก้าอี้ รมว.สธ. ก็ดูจะไม่ใช่คนกลางจริง ในสายตาคน สธ.ตั้งแต่เห็นรายชื่อบรรดาที่ปรึกษา ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นสายเดียวกับตระกูล ส. และแพทย์ชนบท ฉะนั้น ไม่แปลกที่ทีท่าของ “หมอรัชตะ” กับปัญหาที่เกิดขึ้น จึง "ไร้การฟันธง" ไปในทิศทางใด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางสธ. หรือ สปสช. ก็ย่อมอยู่ยาก
การสงบศึกโดยใช้เอ็มโอยูร่วมที่มีปลัด สธ. และเลขาธิการ สปสช.ลงนาม ดูจะเป็นเพียงการยุติปัญหาชั่วคราวเท่านั้น เพราะยังไม่มีการมองถึงการแก้ปัญหาการทำงานร่วมกันแบบระยะยาว ภายใต้บทบาทที่ชัดเจน
โจทย์สำคัญ จึงอยู่ที่ต้องทำให้เกิด ความวางใจในการทำงานร่วมกัน เคารพบทบาทของแต่ละฝ่าย จะนำไปสู่การเกิดสมานฉันท์ที่แท้จริง หาไม่ในไม่ช้าคงมีประเด็นปะทุขึ้นอีก ดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งคน สธ.ส่งเสียงสะท้อนปัญหาบัตรทองเป็นระยะๆ เพียงแต่เสียงดังไม่พอ หรือขาดหัวหอก หรือกรณีคนสปสช.สะท้อนว่าคน สธ.ระดับพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือในการดำเนินการ และวันนั้นอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนได้ หากแต่ละฝ่ายงัดกลยุทธ์มาต่อรองกัน
การปิดเกมด้วยเอ็มโอยูจึงเหมือนกับการซุกขยะไว้ใต้พรมเท่านั้น ต้องระวังไม่ให้ "ตาอยู่" สบช่องทางเข้ามาฉวยโอกาส งาบผลประโยชน์จากความขัดแย้งในระบบสาธารณสุข !!!



