
อนาคตพืชจีเอ็มในไทยจะไปทางไหน?
ความจริง10ข้อกับความเห็นที่แตกต่าง อนาคตพืชจีเอ็มในไทยจะไปทางไหน? : ดลมนัส กาเจรายงาน
ล่าสุดช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ดร.ไคล์ฟ เจมส์ ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์องค์กรไอซ่า (ISAAA) หรือ ศูนย์บริการนานาชาติเพื่อการได้มาซึ่งการใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านการเกษตร (International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Application) ได้สะท้อนความจริง 10 ข้อเกี่ยวกับเกษตรกรปลูกพืชที่มาจากพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพว่าด้วยการตัดแต่งทางพันธุวิศวกรรม หรือพืชจีเอ็มจากทั่วโลก ที่ขยายพื้นที่ขึ้นกว่า 100 เท่าในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ อย่าง นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบไอโอ ไทย (BIOTHAI) ซึ่งเป็นผู้นำในการคัดค้านการพัฒนาพืชจีเอ็มในระดับภาคสนามในประเทศไทย มองว่า ความจริงที่ปรากฏในเอกสารของ ดร.เจมส์ กลับตรงกันข้าม
สำหรับความจริง 10 ข้อของ ดร.เจมส์ สรุปคร่าวๆ คือ ความจริงข้อที่ 1 ในปี 2557 ซึ่งนับเป็นปีที่ 19 แห่งความสำเร็จของการปลูกพืชจีเอ็มเพื่อการค้า ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2539 มีพื้นที่ปลูกสะสมมากกว่า 1.12 หมื่นล้านไร่ ใน 28 ประเทศ หรือเพิ่มกว่า 100 เท่าในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา ในปี 2557 มีพื้นที่ปลูก 1,134.4 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 39.4 ล้านไร่ จากปี 2556 อัตราการขยายปีละ 3-4%
ความจริงข้อที่ 2 จำนวนเกษตรกรที่ปลูกพืชจีเอ็ม ในปี 2557 มีเกษตรกร 18 ล้านคน ซึ่งร้อยละ 90 เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ยากจน มีจำนวน 7.1 ล้านคนในจีน และ 7.7 ล้านคนในอินเดีย ที่ปลูกฝ้ายบีทีในพื้นที่กว่า 93.4 ล้านไร่ คนฟิลิปปินส์จำนวน 415,000 คนปลูกข้าวโพดบีที
ความจริงข้อที่ 3 รัฐบาลบังกลาเทศอนุญาตให้ปลูกมะเขือม่วงบีทีเชิงการค้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2556 นอกจากนี้ยังได้ทำการทดสอบภาคสนามมันฝรั่ง ฝ้ายและข้าวจีเอ็มอีกด้วย
ความจริงข้อที่ 4 ในปี 2557 สหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ปลูกจีเอ็ม 2 ชนิด คือ มันฝรั่ง อัลฟัลฟา เป็นพืชอาหารสัตว์อันดับ 1 ของโลก บังกลาเทศอนุญาตให้ปลูกมะเขือม่วง ในอินโดนีเซียอนุมัติอ้อยทนแล้ง บราซิลอนุมัติ CultivanceTM ซึ่งเป็นถั่วเหลืองทนทานสารกำจัดวัชพืช ที่พร้อมที่จะปลูกในปี 2559 เช่นเดียวกับเวียดนามอนุมัติข้าวบีทีเป็นครั้งแรกในปี 2557
ความจริงข้อที่ 5 สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำด้วยพื้นที่ปลูก 456.9 ล้านไร่ (ร้อยละ 40 ของพื้นที่ปลูกพืชจีเอ็มโลก) และมีการยอมรับมากกว่าร้อยละ 90 สำหรับพืชหลักๆ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และฝ้าย ในขณะที่บราซิลที่เคยเป็นอันดับ 1 มาเป็นอันดับ 2 ตามด้วยอาร์เจนตินา อินเดีย เป็นต้น
ความจริงข้อที่ 6 เป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาได้ปลูกข้าวโพดทนแล้งในปี 2556 และเพิ่มพื้นที่ปลูกมากกว่า 5 เท่าในปี 2557 และมีเป้าที่จะส่งให้ปลูกในหลายประเทศในแอฟริกาภายในปี 2560
ความจริงข้อที่ 7 แอฟริกาปลูกพืชจีเอ็ม 16.9 ล้านไร่ ในซูดานที่เพิ่มพื้นที่ปลูกฝ้ายบีทีเกือบร้อยละ 50 ตามด้วย แคเมอรูน อียิปต์ กานา เคนยา มาลาวี ไนจีเรีย และอูกันดา ได้ทดสอบภาคสนามแล้ว
ความจริงข้อที่ 8 สถานภาพของพืชจีเอ็มในสหภาพยุโรป 5 ประเทศ ยังคงปลูกในพื้นที่ 893,850 ไร่ ลดลงร้อยละ 3 จากปี 2556 เนื่องจากสเปนปลูกข้าวโพดน้อยลง
ความจริงข้อที่ 9 ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาถึง 147 เรื่อง ยืนยันให้เห็นว่า การยอมรับพืชจีเอ็มจะช่วยลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช 37% เพิ่มผลผลิต 22% และเพิ่มกำไรให้แก่เกษตรกร 68%
ความจริงข้อสุดท้าย การคาดการณ์ในอนาคต จะมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากอัตราการยอมรับค่อนข้างสูงอยู่แล้ว (ร้อยละ 90-100) ในพืชเทคโนชีวภาพหลักๆ แต่ยังจะมีพืชจีเอ็มชนิดใหม่ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ในอนาคตในอีก 5 ปี ถึง 70 ชนิด
ในมุมมองของ นายวิฑูรย์ เห็นว่า ข้อมูลของ ดร.เจมส์ ผู้ที่ผลักดันให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย โดยยืนยันว่า พืชจีเอ็มโอนั้นมีความปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่เอ็นจีโออ้าง เพราะเป็นพืชที่ไม่ใช้สารเคมีนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะพืชจีเอ็มโอกว่า 90% ที่ปลูกในโลกปัจจุบันเป็นพืชที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ต้านทานสารเคมีปราบวัชพืช ผลการศึกษาในรอบกว่า 10 ปี ของ ชาร์ลส์ เบ็นบรูค พบว่า การปลูกพืชจีเอ็มโอทำให้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นถึง 183 ล้านกิโลกรัม วัชพืชหลายชนิดดื้อยา ต้องใช้สารปราบวัชพืชเพิ่มขึ้นอีก
จะเห็นได้ว่า ในสหรัฐมีการพบสารไกลโฟเสทกระจายไปทั่วอยู่ในพื้นที่การเกษตร ในอากาศและน้ำ จนเกิดความกังวลในหมู่ประชาชนอเมริกัน เพราะงานวิจัยพบว่า สารเหล่านี้มีผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อ และเกี่ยวข้องกับโรคหลายชนิด เช่น มะเร็ง อัลไซเมอร์ ไต เป็นต้น จนบางประเทศเลิกการใช้ไปแล้ว และอีก 5 ประเทศกำลังพิจารณายกเลิก
"จากการสำรวจของอียูพบว่า ประชาชนในยุโรปที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านจีเอ็มโอในอดีตนั้น ขณะนี้เปอร์เซ็นต์การต่อต้านยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก ในเยอรมนี ฝรั่งเศส และกรีซ มีคนยอมรับผลิตภัณฑ์จีเอ็ม 10-20% เท่านั้น ส่วนมติของสภายุโรป ซึ่งเพิ่งลงมติเพื่อให้แต่ละประเทศเป็นผู้พิจารณาว่าจะปลูกจีเอ็มโอหรือไม่นั้น คนที่ติดตามเรื่องนี้ทราบดีว่า เป็นการเปิดทางให้หลายประเทศสามารถปฏิเสธที่จะปลูกพืชจีเอ็มโอได้ต่างหาก" นายวิฑูรย์ กล่าว
นายวิฑูรย์ ระบุด้วย ที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับพืชจีเอ็มคือ ปัญหาการผูกขาด เนื่องจากพืชจีเอ็มโอเกือบทั้งหมดในตลาดอยู่ในมือของบรรษัทยักษ์ใหญ่แค่เพียงบริษัทเดียว หรือหยิบมือเดียว จะทำให้ประเทศที่มีฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และอาหาร จะไปสู่การปลูกพืชที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตรของบริษัท ส่วนประเทศไทยมีทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อยที่จะทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสามารถแข่งขันได้ดีกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำการเกษตรที่จะปลูกพืชจีเอ็มแต่ประการใด
ขณะที่บทสรุปของ ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร ผู้ซึ่งผ่านงานด้านวิชาการ ผู้บริหารสถาบันอุดม ในฐานะอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรเปิดโอกาสให้มีการทดลองเทคโนโลยีชีวภาพในระดับภาคสนามได้แล้ว และควรจะดำเนินมานานแล้วด้วย เพราะวันนี้ไทยกลับเป็นประเทศที่ล้าหลังด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้ ทั้งที่อดีตมีความก้าวหน้ามากที่สุดในภูมิภาคนี้ ประเทศต่างๆ ในอาเซียนต้องมาดูงานที่ไทย แต่วันนี้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง ต้องไปดูงานในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ พม่า เกษตรกรปลูกเพื่อการค้าแล้ว เวียดนาม และอินโดนีเซียมีความพร้อมที่จะปลูกในเร็วๆ นี้ หากช้าไปกว่านี้ไทยจะเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางด้านเมล็ดพันธุ์ในภูมิภาคนี้ในอนาคต
"ตอนนี้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อผู้บริโภคพืชจีเอ็ม ที่กลัวว่าจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่มาผูกขาดเมล็ดพันธุ์ คงเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด เพราะถ้าหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันการศึกษาภายในประเทศพัฒนาขึ้นมาเอง เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ใช่ลูกผสม เราสามารถนำเมล็ดไปปลูกได้เลย ส่วนกรณีที่กลัวว่าจะทำลายพืชท้องถิ่น ทุกวันนี้พืชจีเอ็มเราเน้นที่มะละกอ ข้าวโพด เป็นพืชต่างถิ่นที่เรานำเข้ามา ถ้าเราไม่มีการพัฒนา ต่อไปเมล็ดพันธุ์คงจะมีการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านได้" ศ.ดร.ธีระ กล่าว
เข้าสู่ปีที่ 20 แล้วที่ทั่วโลกได้มีการปลูกพืชจีเอ็มเพื่อการค้าใน 28 ประเทศ และกำลังจะเพิ่มขึ้นอีกในอาเซียน คือเวียดนามและอินโดนีเซีย ขณะที่ประเทศไทย มีการนำเข้าพืชจีเอ็มเข้ามาเพื่อเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์ประเภทถั่วเหลืองกว่า 80% ที่นำเข้า และฝ้ายอีกจำนวนมหาศาลเป็นเวลานานแล้ว แต่รัฐบาลที่ผ่านมาห้ามไม่ให้มีการทดลองปลูกจีเอ็มในภาคสนาม
ถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะตัดสินใจว่า อนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพว่าด้วยการตัดแต่งทางพันธุวิศวกรรมในประเทศไทยจะไปทางไหน?



