
ขายรถไม่พอมูลหนี้ ต้องจ่ายส่วนต่าง
20 ก.พ. 2558
เปิดซองส่องไทย : ขายรถไม่พอมูลหนี้ ต้องจ่ายส่วนต่าง
เรื่องราวของดิฉันมีอยู่ว่า ดิฉันได้ขายรถให้เต็นท์ที่รู้จักกันไปแบบให้ผ่อนต่อ โดยที่ดิฉันก็ไม่ได้รับเงินค่าขายจากเต็นท์ เพราะถ้าขายเต็นท์อื่นต้องเพิ่มเงินให้เต็นท์ เพราะราคารับซื้อกับค่ารถยังสูงอยู่ เต็นท์ก็ได้ขายต่อให้บุคคลที่สาม ที่เป็นคนรู้จักกัน แต่ทางเต็นท์ขอกับดิฉันว่า ขอให้ใช้ชื่อดิฉันผ่อนต่อ เพราะบุคคลที่สามทำไฟแนนซ์ไม่ผ่าน
ดิฉันเห็นว่ารู้จักกันก็เลยตกลง บุคคลที่สามซื้อต่อไปและจ่ายเงินให้เต็นท์ 1 หมื่นบาท โดยที่ไม่รู้ว่าตอนที่รถอยู่ที่เต็นท์ เต็นท์ไม่ได้จ่ายค่างวด ทำให้มีค่างวดค้าง 2 งวด ดิฉันจึงทวงไปทางเต็นท์ เต็นท์ก็ทวงไปทางบุคคลที่สามให้จ่ายค่างวด บุคคลที่สามก็บอกว่าให้จ่ายอะไรอีก ก็จ่ายไปแล้ว 1 หมื่นบาท ใช้รถได้แค่ไม่ถึงเดือน แต่บุคคลที่สามเขาก็จ่ายแบบ 3 งวด ตัด 1 งวด ทำให้มีจดหมายจากไฟแนนซ์ทวงมาที่ดิฉันตลอด
พอต่อมาทางไฟแนนซ์ก็มายึดรถไป ทางไฟแนนซ์ขายรถได้แต่ขาดทุน ให้ดิฉันจ่ายค่าส่วนต่างตรงนี้อีก 1 แสนกว่าบาท แล้วดิฉันจะไปเอาที่ไหนมาให้ เงินตั้งเยอะ อยากสอบถามว่า แบบนี้จะให้เต็นท์และบุคคลที่สามมาร่วมรับผิดชอบกับเราอย่างไร ถ้าเขาบอกว่าไม่รับผิดชอบด้วยในค่าใช้จ่ายตรงนี้ (ลืมบอกไปว่าดิฉันหาหนังสือสัญญาซื้อขายกับเต็นท์ไม่เจอ) แบบนี้จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ช่วยด้วยนะคะ กลุ้มใจมาก เพราะตอนนี้กลายเป็นว่าดิฉันติดแบล็กลิสต์
อารักษนุ
ตอบ
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานอัยการสูงสุด แนะนำว่า กรณีที่ชำระค่าเช่าซื้อรถยังไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถเป็นของบริษัทไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น หากนำไปขายให้บุคคลอื่น ผู้เช่าซื้อจะมีความผิดฐานยักยอก ถ้าผู้เช่าซื้อนำรถไปขายให้เต็นท์รถ ต้องทำการรีไฟแนนซ์ เปลี่ยนคู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อจากผู้เช่าซื้อเดิมเป็นเต็นท์รถ เพื่อหลุดพ้นจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อ หากยังมีชื่อเป็นคู่สัญญาผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ หากค้างค่างวดก็ต้องรับผิดในค่างวดที่ค้าง
กรณีนี้บริษัทไฟแนนซ์ยึดรถและนำออกขายทอดตลาด แต่มูลค่าที่ได้ไม่เพียงพอกับมูลหนี้ ทำให้มีหนี้ส่วนต่างเกิดขึ้น ตามสัญญาต้องเรียกเอากับผู้เช่าซื้อ ผู้ร้องเรียนจึงต้องรับผิดในฐานะผู้เช่าซื้อตามสัญญา ส่วนเต็นท์รถและบุคคลที่สามต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ต้องมีข้อมูลมากกว่านี้ ที่สำคัญคือ สัญญาระหว่างผู้ร้องเรียนกับเต็นท์รถ ซึ่งผูกพันตามข้อตกลงในสัญญา สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา
แนะนำให้ผู้ร้องเรียนติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม หรือยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือได้ที่ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานอัยการสูงสุด ชั้น 2 อาคารถนนรัชดาภิเษก โทร.0-2515-4112-7 ในวันและเวลาราชการ
สามี(ตัวดี)อยากเลิก
ดิฉันมีเรื่องอยากทราบค่ะ คือว่าอยู่กินกับสามีมา 12 ปี เราไมได้จดทะเบียนสมรสด้วยกัน มีลูกด้วยกัน 1 คน ดิฉันเองรับราชการส่วนสามีทำบริษัทเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาก็อยู่ด้วยกันมาได้อย่างดีกว่า 10 ปี ไม่มีปัญหา แต่เริ่มมีปัญหาตรงที่ว่า สามีต้องทำงานออกต่างจังหวัดบ่อย แล้วเกิดไปติดพันผู้หญิงอีกคน ทำให้เกิดปัญหาในครอบครัว
หลังจากที่มีเรื่องราวกันหลายครั้ง ปรากฏว่า ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ยอมหยุด ตามมาที่บ้าน แล้วบอกว่า จะเอาเรื่องกับสามีถ้าไม่รับผิดชอบ ดิฉันรับไม่ได้จริงๆ เพราะ ดูแล้วสามีก็ไม่มีใจอยู่ที่ฉันอีกแล้ว หลังจากเจ็บช้ำมามากไม่อยากทนช้ำใจต่อไปจึงขอจบกันดีกว่า
อยากทราบว่า ถ้าต้องเลิกกันจริง เรื่องทรัพย์สินที่มีอยู่จะจัดการอย่างไรได้บ้าง ดิฉันมีบ้าน รถ และทรัพย์สินที่เป็นสินทรัพย์ร่วมกัน ขณะนี้สามียังไม่ได้พูดเรื่องนี้ แต่ดิฉันอยากจะเตรียมตัวไว้ก่อน แล้วเรื่องลูกสามีต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้าง
อรัญญา
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ชลธิชา สมสอาด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำเรื่องนี้ว่า การที่คุณอยู่กินด้วยกันในฐานะสามีภรรยาแล้วไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ในทางกฎหมายแล้วจึงไม่ได้รองรับ ดังนั้นหากเลิกรากัน ทรัพย์สินที่หามาได้ทั้งหมดขณะที่อยู่ด้วยกัน จะเรียกว่า เป็นหุ้นส่วนกันนั้น ก็ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
ซึ่งการแบ่งทรัพย์สินในส่วนนี้บางทีก็ยากที่จะพิสูจน์ว่าเป็นของใคร แต่จะดูจากสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เป็นของที่หามาได้ร่วมกัน หรือว่าต้องใช้ร่วมกันในครัวเรือน ทางที่ดีอาจจะคุยกับสามีก่อนเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วก็น่าจะตกลงกันได้ เช่น อาจจะคุยกันว่า ยกบ้านหรือทรัพย์สินบางอย่างให้เป็นของลูก เพราะในเมื่อสามีเป็นคนที่ทำให้เกิดปัญหานี้ ก็น่าจะยกทรัพย์สินที่มีให้กับลูกไปเสีย แต่ถ้าสามีไม่ยอมก็คงต้องไปพิสูจน์แล้วก็แบ่งกันไปตามความเป็นจริง
ส่วนเรื่องของลูกนั้น คาดว่า น่าจะใช้นามสกุลของพ่อ ซึ่งน่าจะหมายความพ่อได้จดทะเบียนรับรองความบุตรแล้ว แม้คุณจะไม่ได้จดทะเบียนกัน แต่เรื่องของสิทธิของลูกที่พ่อและแม่ต้องมีให้นั้น คือ เป็นความรับผิดชอบที่เลี่ยงไม่ได้ ทั้งคุณและสามียังต้องรับผิดชอบลูกอยู่ เบื้องต้นอาจจะคุยกับสามีว่าจะส่งเสียลูกอย่างไร การคุยกันด้วยเหตุผลโดยนึกถึงลูกน่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับคุณและสามี



