ไลฟ์สไตล์

เทคนิคใหม่ ผ่าตัดกระดูกคอผ่านกล้องเอ็นโดสโคป

เทคนิคใหม่ ผ่าตัดกระดูกคอผ่านกล้องเอ็นโดสโคป

19 ก.พ. 2558

ดูแลสุขภาพ : เทคนิคใหม่ ผ่าตัดกระดูกคอผ่านกล้องเอ็นโดสโคป

 
                             จากแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันของผู้ป่วยในกลุ่มอาการปวดหลังและคอทั้งในผู้สูงอายุและกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงาน ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายเสื่อมสภาพเนื่องจากอายุที่มากขึ้น หรือจากการดำเนินชีวิตท่ามกลางเทคโนโลยีสมัยใหม่และนานาอุปกรณ์ดิจิทัล รวมถึงภาวะออฟฟิศซินโดรม อุบัติเหตุ และการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่ถูกต้องอันเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติที่บริเวณกระดูกสันหลังและคอ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยรวมแล้วกลุ่มอาการเหล่านี้จำกัดความได้ว่าเป็น "โรคแห่งความเสื่อม" ซึ่งมีตั้งแต่ผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อย สามารถรักษาได้ด้วยการกินยา ฉีดยา ทำกายภาพบำบัด หรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการดำเนินชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง 
 
                             ทุกวันนี้ จึงมีเทคนิคที่เรียกว่า "การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป" โดยสอดกล้องผ่านแผลผ่าตัดขนาด 7.9 มิลลิเมตรสำหรับรักษากระดูกสันหลังช่วงเอวและคอ และการกรอกระดูกสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มอาการโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบจากการเกิดหินปูนกดทับเส้นประสาท ด้วยกล้องขนาด 10.5 มิลลิเมตร พร้อมเลนส์ที่ปลายกล้องเพื่อช่วยให้แพทย์มองเห็นบริเวณที่ผิดปกติได้ชัดเจน และสามารถเลือกตัดเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาออกได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก คนไข้จึงใช้เวลาพักฟื้นหลังการผ่าตัดไม่นานและมีผลข้างเคียงจากการผ่าตัดน้อยกว่าวิธีการเดิม
 
                             และเมื่อกล่าวถึงกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ก็มิได้หมายถึงเพียงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในบริเวณหลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระดูกสันหลังทุกส่วนตั้งแต่ต้นคอไล่ไปจนถึงปลายกระดูกสันหลังอีกด้วย ปัจจุบันจึงมีการยกระดับการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคปไปอีกขั้น ด้วยเทคนิค "การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคปเพื่อรักษาโรคกระดูกสันหลังช่วงคอ" โดยใช้กล้องเอ็นโดสโคปขนาด 5.5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระดับการรักษาที่ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทจากหินปูนเกาะ หรือการฉีกปลิ้นของหมอนรองกระดูกบริเวณคอ โดยเทคนิคและวิธีการรักษาจะทำในลักษณะเดียวกับการผ่าตัดบริเวณหลัง หากแตกต่างกันตรงตำแหน่งที่ผิดปกติจะมีขนาดเล็กและอาจสร้างความอันตรายให้แก่คนไข้ได้มากกว่า เนื่องจากเป็นบริเวณที่ใกล้เคียงกับไขสันหลัง จึงต้องใช้กล้องที่มีขนาดเล็กกว่า และอาศัยความชำนาญของแพทย์เทคนิคดังกล่าวนี้จึงถือเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคกระดูกสันหลังบริเวณคอ และยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการนำกล้องเอ็นโดสโคปมารักษาอาการผิดปกติของกระดูกสันหลังให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น
 
                             เทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป คิดค้นและพัฒนาขึ้นโดย นพ.เซบัสเตียน รุสเทิ่น นายแพทย์ชาวเยอรมัน ในนามโรงพยาบาลเซนต์ แอนนา โดยความร่วมมือของบริษัทผลิตเครื่องมือแพทย์ ริชาร์ดวูล์ฟ ในประเทศเยอรมนี จนได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์อย่างกว้างขวางและนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังนานาชาติในการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อฝึกอบรมการผ่าตัดกระดูกสันหลังและกระดูกคอขึ้นทุกปี ปีละ 3 ครั้ง แบ่งเป็นการจัดที่ประเทศเยอรมนี 2 ครั้ง และในประเทศไทย 1 ครั้ง โดย นพ.รุทเทิ่น ได้มอบหมายให้สถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์เป็นตัวแทนในการจัดฝึกอบรมการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคปแห่งแรกและแห่งเดียวนอกประเทศเยอรมนี ในฐานะศูนย์ฝึกอบรมของภูมิภาคเอเชีย นับเป็นการจัดการฝึกอบรมครั้งที่ 34 ในชื่องานว่า "การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคปเพื่อรักษาโรคกระดูกสันหลังช่วงเอวและคอ"
 
                             ทั้งยังสามารถแบ่งกลุ่มการฝึกอบรมได้ตามระดับความชำนาญสำหรับศัลยแพทย์จากหลากหลายประเทศที่เข้าร่วมในงานครั้งนี้มีจำนวน 24 คน แบ่งเป็นแพทย์จากสหรัฐอเมริกา 2 คน สเปน 1 คน และทางเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง 3 คน อินโดนีเซีย 3 คน ญี่ปุ่น 5 คน อินเดีย 1 คน อิหร่าน 2 คน จอร์แดน 2 คน สิงคโปร์ 1 คน เกาหลีใต้ 1 คน ไต้หวัน 2 คน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 คน โดยแพทย์ที่เข้าร่วมทุกคนล้วนแต่เป็นผู้ชำนาญการในการผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังทั้งสิ้น ร่วมกับแพทย์ชาวไทยอีก 13 คน ซึ่งส่วนใหญ่ในปีนี้จะมาจากโรงพยาบาลใหญ่ในระดับจังหวัดทั่วประเทศ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งของการจัดการฝึกอบรมในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความสนใจของแพทย์ได้กระจายออกไปสู่วงกว้างมากขึ้น และนั่นก็หมายถึงแนวโน้มในอนาคตข้างหน้า ที่เทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคปจะไม่เพียงทำกันอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆ  ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น หากยังแพร่หลายออกไปสู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งผลสำเร็จที่แท้จริงในท้ายสุดก็จะหมายถึงการช่วยเหลือคนไข้ได้เพิ่มขึ้น