
'ดร.พิเชฐ'ชูปั้นนักวิจัยป้อนภาคเอกชน10-20เท่า
'ดร.พิเชฐ'ชูปั้นนักวิจัยป้อนภาคเอกชน10-20เท่า : ทีมข่าวการศึกษา
"ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์" รมว.วิทย์ เตรียมปฏิรูปพัฒนากำลังคน มุ่งเพิ่มผลิตนักวิจัยด้าน วทน. ป้อนเอกชน 10-20 เท่าตัว เน้นสาขาที่จำเป็นในโลกอนาคต หวังหลุดพ้นประเทศรายได้ปานกลาง
"คน" หรือ "ทรัพยากรมนุษย์" เป็นสิ่งที่คุณค่ามากที่สุดในการพัฒนาประเทศชาติ การพัฒนากำลังคนจึงเป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของนานาประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย
"การพัฒนากำลังคน เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาล และเป็นแผนปฏิรูปของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ต้องการเพิ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ที่ยังขาดแคลน ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีโครงการที่ดีหลายโครงการ อาทิ บ้านนักวิทย์น้อย มหาวิทยาลัยเด็ก สนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนโดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (วมว.) นักเรียนทุนกระทรวงวิทย์ฯ พัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (JSTP) ฯลฯ" ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดมุมมองในการพัฒนากำลังคนในประเทศไทย
ดร.พิเชฐ กล่าวต่ออีกว่า การพัฒนากำลังคนยังขาดความเชื่อมโยงกัน และยังไม่เพียงพอต่อการขยายตัวด้านการวิจัยและพัฒนา ที่กำลังเพิ่มขึ้นของภาคเอกชน ดังนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงจัดเวทีเพื่อร่วมหารือแนวทางการปฏิรูประบบการพัฒนากำลังคนเพื่ออนาคต โดยมองให้เป็นโครงการระดับชาติ มีการระบุจำนวนความต้องการบัณฑิตระดับปริญญาเอกที่ชัดเจน และการทำงานเป็นข้อต่อร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
"กำลังคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด จึงจำเป็นต้องยกระดับให้เป็นโครงการระดับชาติ และมีการกระจายโอกาสให้ทั่วถึงทั้งประเทศ ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างผู้ที่จบปริญญาเอกทางด้าน วทน. เพิ่มขึ้น 10-20 เท่า เพื่อทำให้ประเทศไทยมีโอกาสหลุดจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยการสร้างความชัดเจนในเส้นทางอาชีพ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับเด็กที่เลือกเรียนวิทยาศาสตร์ว่าเมื่อเรียนจบจะไปประกอบอาชีพอะไร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน" ดร.พิเชฐ ระบุ
เหนืออื่นใด ดร.พิเชฐ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา วทน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาวิจัยร่วมกับภาคเอกชน ที่จะร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าต่างๆ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการในหลายส่วน เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนมาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อไปสู่เป้าหมาย 1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในสัดส่วนการลงทุนภาครัฐต่อภาคเอกชน 30:70 เช่น มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาจาก 200 เปอร์เซ็นต์ เป็น 300 เปอร์เซ็นต์ การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา สำหรับเงินบริจาคเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา การแก้ไขระเบียบพัสดุของสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เอื้อกับการจัดซื้อจัดจ้างในสินค้าและบริการที่ใช้นวัตกรรมของไทยมากขึ้น
"ปัจจุบันภาคเอกชนเพิ่มการทำวิจัยด้าน วทน.มากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการบุคลากรด้านนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงต้องเร่งดำเนินการโครงการปัจจุบันหลายโครงการ เช่น หลักสูตรสะเต็มศึกษา (STEM) ที่เน้นการจัดการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์แนวใหม่ การจัดทำแผนแม่บทของกำลังคนด้าน วทน. โครงการบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน (Work-Integrated Learning หรือ WIL) ที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในโรงงานจริง โครงการส่งเสริมบุคลากรด้าน วทน. จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility) เพื่อสนับสนุนความต้องการของเอกชน" ดร.พิเชฐ อธิบาย
สำหรับสาขาวิชาที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เตรียมส่งนักเรียนทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อรองรับกับนโยบายรัฐบาล อาทิ สาขาการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การสร้างแบบจำลองเพื่อรองรับนโยบายโซนนิ่ง เพื่อปลูกพืชผลแต่ละชนิด สาขาการเกษตรแปรรูปเพื่อรองรับนโยบายการแปรรูปและการส่งออกสินค้าเกษตร การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ สาขาการออกแบบวิศวกรรมและระบบอัตโนมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสาขาอื่นๆ ที่เตรียมพร้อมสำหรับโลกอนาคต เช่น สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ ชีวสารสนเทศศาสตร์ ชีวเภสัชกรรม ชีวสารสนเทศ ชีวสถิติ สารสนเทศการเกษตร สาขาเทคโนโลยีอวกาศ
"กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะบูรณาการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการสร้างแรงจูงใจในการเข้าเรียน วทน. การสร้างเส้นทางประกอบอาชีพที่ชัดเจน ค่าตอบแทนเหมาะสม และการส่งเสริมสนับสนุนจัดการเรียนการสอนและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษด้าน วทน. อย่างต่อเนื่อง" ดร.พิเชฐ ฝากทิ้งท้าย



