
สมาธิสั้น...เรื่องสำคัญที่ต้องดูแล
17 ก.พ. 2558
ดูแลสุขภาพ : สมาธิสั้น...เรื่องสำคัญที่ต้องดูแล
วิ่งซน ไม่อยู่นิ่ง หยิบจับทำงานทำการบ้านไม่เสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน ผู้ใหญ่หลายคนอาจคิดว่านั่นเป็นเรื่องปกติของเด็กที่ยังอยู่ในวัยห่วงความสนุกห่วงเล่น แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเด็กอาจเป็นโรคสมาธิสั้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี พฤติกรรมของเด็กอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
โรคสมาธิสั้นเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 5 ในเด็กวัยเรียน และพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 4-6 เท่า อาการของโรคสมาธิสั้นแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีอาการซนมากกว่าปกติ เช่น อยู่ไม่นิ่ง ชอบวิ่งเล่น ปีนป่ายตลอดเวลา และกลุ่มที่มีอาการสมาธิสั้น สังเกตได้จากอาการเหม่อลอย หลงลืมง่าย
พันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์นั้นส่งต่อโรคสมาธิสั้นสู่เด็กได้ ดังนั้นการเอาใจใส่ดูแลจึงมีความจำเป็นที่จะฝึกหัดให้เด็กมีความอดทนและระเบียบวินัย ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของเด็ก เพื่อประเมินและรักษาโรคสมาธิสั้นได้อย่างถูกวิธี
ปัจจุบันโรคสมาธิสั้นนั้นรักษาได้ด้วยการรับประทานยาควบคุมอาการ แต่ยากที่จะหายขาดอย่างแท้จริง แต่ส่วนมากเด็กที่มีอาการสมาธิสั้น 30-40% เมื่อโตขึ้นอาการสมาธิสั้นจะค่อยๆ หายไป จนสามารถหยุดการรับประทานยาได้
แต่อย่างไรก็ตามการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือคุณครูก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาโรคสมาธิสั้นลดอาการและดูแลได้ง่ายขึ้น การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กสมาธิสั้นโดยนักบำบัดและผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยรักษาอาการสมาธิสั้นได้ เช่น การฝึกให้มองข้อดีของตนเอง การฝึกการทำงานและจัดการเวลา เป็นต้น
นอกเหนือจากการรักษาโดยแพทย์และนักบำบัดแล้ว ผู้ปกครองและครูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศความเข้าใจในตัวเด็กที่สมาธิสั้น นั่นสามารถบรรเทาอาการสมาธิสั้นลงได้ ซึ่งต้องอาศัยความรักและความใจเย็น เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้ดีขึ้น และมีสมาธิที่ดีขึ้น
พญ.นิภาวดี ชัยสุขสันต์



