
สุดยอดพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในเอเชีย
ย้อนไปกว่า 20 ปีก่อน กิจการด้านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่แนวชายฝั่งอ่าวไทย และอันดามันทั้งในภาคใต้ และภาคตะวันออก ลามถึงพื้นที่นาข้าวในภาคกลาง ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกร และประเทศชาติอย่างมหาศาล เพราะประเทศไทยมีการส่งออกกุ้งกุลาดำไปยังต่าง
เกษตรกรและผู้ประกอบการต่างประสบกับการขาดทุนอย่างทั่วหน้า สาเหตุเกิดมาจากส่วนหนึ่งมีโรคระบาดมากมายอย่างกว้างขวางไม่ว่าโรคปลาน้ำกร่อย โรคจุดขาว โรคหัวเหลือง โรควิบริโอซีส โรคขี้ขาว โรคตัวด่าง และโรคแผลตามลำตัว เป็นต้น และอีกสาเหตุหนึ่งมาจากภาวะการล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรและผู้ประกอบการจึงหันมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมแทน
การเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่ผ่านมา ลูกกุ้งเกือบทั้งหมดได้มาจากแม่พันธุ์ในแหล่งธรรมชาติ แม้ว่าปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่สามารถผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งจากบ่อดินได้ แต่ส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนเงินทุนและปัญหาด้านอื่นๆ มากมาย ที่สำคัญคุณภาพของไข่และตัวอ่อนนอเพลียส ยังห่างจากแม่พันธุ์ที่จับได้จากธรรมชาติพอสมควร ผู้ประกอบการโรงเพาะฟักจึงยังนิยมหาพ่อแม่พันธุ์ที่ได้จากธรรมชาติมากกว่าพ่อแม่พันธุ์กุ้งจากบ่อดิน
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้นี้เกษตรกรจะได้ลูกกุ้งกุลาดำที่มีคุณภาพปลอดจากโรคซึ่งมาจากพ่อแม่พันธุ์จากบ่อดินที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ จาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาจากความร่วมมือระหว่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กองทัพเรือ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดยศูนย์แห่งนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแกนหลักในการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำครบวงจร และงานวิจัยพัฒนาที่ได้มาจะนำให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งภายในประเทศ และศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาสายกุ้งกุลาดำขนาดใหญ่ที่ครบวงจรมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นในทวีปเอเชีย
จุฑาทิพย์ พร้อมมูล หัวหน้าฝ่ายเพาะฟักลูกกุ้ง ซึ่งเป็นผู้กล่าวต้อนรับทีมสื่อมวลชนที่ได้ไปเยือนและดูงานการผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ เมื่อไม่นานมานี้ บอกว่า ศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า 160 ไร่ ที่ ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นที่ของ ม.อ.ภายในศูนย์ประกอบด้วยอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ 2 อาคารติดกันภายในอาคารมีทั้งที่ทำการสำนักงาน ห้องธุรการ ห้องประชุม และห้องแล็บ ที่ใช้สำหรับงานวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำ ด้านหน้าเป็นสระหรือบ่อพักน้ำทะเลให้ตกตะกอน ก่อนไปใช้ในเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ถัดไปมีบ่อซีเมนต์สำหรับอนุบาลลูกกุ้งเรียงรายจำนวนมาก และบ่อเลี้ยงไส้เดือนทะเลหรือเพรียงทราย เพื่อเป็นอาหารของพ่อแม่กุ้งนั่นเอง และบ่อทรายสำหรับพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ทุกคนที่เข้าเยี่ยมแหล่งเพาะพันธุ์พ่อแม่กุ้งกุลาดำต้องมีการเปลี่ยนชุดและทำการฆ่าเชื้อทุกราย เพื่อป้องการการระบาดของโรคซึ่งบางครั้งคนก็จะเป็นตัวพาหะนำโรคได้เช่นกัน
ด้าน ดร.ภัททิรา พงษ์ทิพย์พาที อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี บอกว่า เป้าหมายหลักของศูนย์แห่งนี้ เน้นการวิจัยและพัฒนากุ้งกุลาดำให้เป็นสัตว์เลี้ยง และปรับปรุงสายให้มีลักษณะที่ตลาดต้องการ เป็นการผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำในบ่อเลี้ยง ซึ่งขณะนี้มีการนำพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติหลายแหล่งทั่วโลก มาทำการผสมพันธุ์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์จำนวน 50 ครอบครัว ซึ่งพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำมาแล้ว 3 รุ่นหรือเอฟ 3 (F3) และล่าสุดได้พ่อแม่พันธุ์คุณภาพดีปราศจากเชื้อไวรัส ต้านทานโรคได้ดี มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วกว่าลูกกุ้งที่นำมาจากพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งธรรมชาติ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งชื่อว่าสายพันธุ์แต่อย่างใด
"ที่ศูนย์เรามีพิธีพิถันในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ เพื่อใช้ในกิจการเพาะฟักลูกกุ้ง โดยทั่วไปผู้ประกอบการมักเลือกแม่พันธุ์ที่มีระยะของไข่ติดตัว ซึ่งอาจเป็นระยะที่สอง ที่สาม หรือระยะไข่แก่ เพราะจะสามารถให้ไข่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการตัดตา แต่เท่าที่ศึกษาวิจัยมายังไม่พบว่าแม่พันธุ์กุ้งไข่แก่จะให้คุณภาพนอเพลียสดีไปกว่านอเพลียสที่ได้จากไข่ที่เกิดจากการตัดตา ที่สำคัญแม่พันธุ์ที่ได้จากธรรมชาติมักมีคุณภาพไม่แน่นอน แปรปรวน เป็นพาหะของโรคที่เป็นอันตรายหลายชนิด เช่นโรคไวรัสหัวเหลือง โรคไวรัสตัวแดงดวงขาว จากการศึกษาค้นคว้าทดลองเรื่องไวรัสเหล่านี้สามารถติดต่อมายังลูกได้ เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคแพร่ระบาดจึงได้มีโครงการเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ขาเดิน ขาว่ายน้ำ หนวดอยู่ในสภาพดี ไม่ขาด สันหลังไม่แตกหรือกล้ามเนื้อฉีกขาด แพนหางไม่แหว่ง ตาใสเป็นประกาย ถ้าเป็นลักษณะอย่างนี้ไม่ค่อยมีโรค"
ส่วนการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำที่ศูนย์แห่งนี้ ดร.ภัททิราบอกว่า ใช้วิธีผสมเทียม โดยนำพ่อแม่พันธุ์ที่มาจากต่างแหล่ง พอได้ลูกกุ้งออกมาอนุบาลและเลี้ยงจนโตได้วันเจริญพันธุ์จึงผสมพันธุ์อีก เพื่อหาลักษณะที่เหมาะในการเลี้ยงในบ่อดินในเมืองไทย และเป็นลักษณะที่ตลาดต้องการของตลาด
นอกจากนี้มีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนทะเล หรือแม่เพรียงทรายเพราะจากการศึกษาพบว่าไส้เดือนทะเลน้ำหนักแห้ง 1 กรัมให้พลังงาน 4,494 แคลอรี ซึ่งพลังงานเหล่านี้มีความสำคัญต่อแม่กุ้งและปลาทะเล ในระยะที่มีการพัฒนาของรังไข่ เพราะสัตว์น้ำเหล่านี้ต้องการสารอาหารที่ให้พลังงานสูง เพื่อใช้ในการพัฒนารังไข่ที่สมบูรณ์
การเลี้ยงไส้เดือนทะเล จะเป็นบ่อซีเมนต์หรือบ่อผ้าใบก็ได้ ถ้าเป็นบ่อเล็กเช่นบ่อขนาด 2.0 x 2.0 x 0.5 เมตร ก่อนใส่ทรายลงในบ่อควรเตรียมพื้นก้นบ่อ โดยการวางเรียงอิฐบล็อกที่เจาะรูแล้วให้เต็มพื้นบ่อเพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ หลังจากนั้นให้ปูอวนสีฟ้าทับลงไปแล้วจึงใส่ทรายหนา 25 เซนติเมตร จากจึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์ไส้เดือนทะเลลงไป ไส้เดือนทะเลระยะที่จะมีการปล่อยเชื้อสืบพันธุ์นั้นลำตัวจะหดสั้น ตัวเมียจะมีสีเขียวเข้ม ตัวผู้จะมีสีครีม และมีขาว่ายน้ำสีแดง แล้วแยกตัวผู้และตัวเมียที่พร้อมจะปล่อยเชื้อสืบพันธุ์ ออกมาเลี้ยงในอ่างผสมพันธุ์ที่ใส่น้ำทะเลกรองสะอาด ในอัตราตัวผู้ 2 ตัวต่อตัวเมีย 1 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว จะมีไข่ 5-6 หมื่นฟอง ปัจจุบันแม่เพรียงทรายราคากิโลกรัมละ 700 บาท
ขณะที่ เริงศักดิ์ ลักนาเคนทร์ รักษาการรองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง บอกว่า พ่อพันธุ์กุ้งกุลาดำที่พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่เป็นพ่อแม่พันธุ์ปลอดโรค 100% เพราะมีระบบการป้องกันเป็นอย่างดี โดยพ่อแม่พันธุ์ที่ผลิตออกมาได้จะส่งไปยังศูนย์เพาะพันธุ์ของมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี เพื่อขยายพันธุ์และขายให้เกษตรกรในพื้นที่ และต่อไปเกษตรกรจะได้มีพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำที่มาจากบ่อดินเพื่อขยายลูกกุ้งเพื่อนำไปเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ต่อไป
ดลมนัส กาเจ



